ตลาดทุนภายใต้เออีซีขึ้นอยู่กับอินโดนีเซีย


เดอะ สตาร์ รายงานว่า การเกิดขึ้นของเออีซีในวันที่ 31 ธันวาคมปี 2558 ควรจะทำให้การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกเป็นเรื่องง่าย และช่วยทำให้อาเซียนเป็นผู้เล่นทางเศรษฐกิจรายหลักของโลก แต่ความพร้อมของอินโดนีเซียในการยอมรับเออีซี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรวมกลุ่มทางตลาดทุน ยังคงเป็นคำถาม

อินโดนีเซียคิดเป็น 40% ของเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนมูลค่า 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ อินโดนีเซียนับเป็นผู้เล่นรายใหญ่และมีอิทธิพลในสมาชิก 10 ประเทศเออีซี แต่การลังเลในการเปิดเศรษฐกิจให้มากกว่านี้ทำให้เกิดความกังวลต่อความสำเร็จของเออีซี ในแง่ของอาเซียน แคปิตอล มาร์เก็ต ฟอรั่ม (ACMF) ภายใต้เออีซี องค์ประกอบสำคัญคือการพัฒนาตลาดทุนที่รวมกลุ่มอย่างลึกซึ้งและคล่องตัว เพื่อทำให้เกิดการไหลเวียนที่มากขึ้นของทุนในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยยกโปรไฟล์ของอาเซียนให้เป็นสินทรัพย์ (Asset Class) ที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม มีเพียง 3 ประเทศ คือประเทศไทย, สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่ได้เชื่อมโยงระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียน (Trading Link) โดยวัตถุประสงค์ของการเชื่อมโยงนี้ก็เพื่อนำเสนอหนทางที่ง่ายและไร้รอยต่อให้นักลงทุนในอาเซียนเข้าสู่ตลาดในภูมิภาคจากจุดเข้าเพียงหนึ่งเดียว (Single Access Point) แต่อินโดนีเซียก็ยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงนี้ 

ทางด้านประธานซีไอเอ็มบีกรุ๊ป นาเซียร์ ราซัค กล่าวว่าในความเห็นของเขา อาเซียนไม่มีความสำคัญถ้าปราศจากอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยโลกได้ยอมรับความสำคัญของอินโดนีเซียโดยการรวมอินโดนีเซียอยู่ใน G20 ความริเริ่มของอาเซียนทุกเรื่องต้องรวมอินโดนีเซียเข้าไปด้วย หรืออย่างน้อยก็ต้องมีไทม์ไลน์สำหรับการรวมอินโดนีเซียเข้าไป ดังนั้นจึงเป็นความกังวลหลักอย่างหนึ่ง ประธานซีไอเอ็มบีกรุ๊ป กล่าวอีกว่า ชาตินิยมทางเศรษฐกิจในอินโดนีเซียกำลังเพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะความกลัวเกี่ยวกับเออีซี และหากรัฐบาลใหม่ของนายโจโก วิโดโด เลือกที่จะยอมตามแนวทางนี้ เขาก็จะมองในแง่มุมไม่สดใส (bearish) สำหรับแนวโน้มของเออีซี

ขอบคุณภาพจาก http://en.aectourismthai.com/