12 ความท้าทายของ SMEs ไทยในอาเซียน


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช

ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ผมเขียนบทความนี้ที่โรงแรมในจังหวัดเชียงรายเพื่อเตรียมตัวบรรยายให้กับการประชุมหอการค้าไทยทั่วประเทศ ปีนี้เค้าจัดที่จังหวัดเชียงราย ผมได้รับมอบหมายให้บรรยายหัวข้อเรื่อง “อาเซียน : โอกาสไร้พรมแดน” แต่สำหรับการเขียนในบทความนี้ ผมขอปรับข้อหัวผมส่วนตัวของผมเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับงานสัมมนาของเค้า ผมขอเพิ่มเติมคำว่า “ความท้าทาย” ที่รออยู่ข้างหน้าของ SMEs ไทย ฉะนั้นการเขียนบทความฉบับก็จะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือพูดถึงโอกาสของอาเซียนส่วนที่สองคือความท้าทายที่ต้องฟันฝ่าไปให้ได้

ถามว่าอาเซียนเป็นโอกาสไม่? เป็นโอกาสครับ เพราะตลาดใหญ่ขึ้น จากประชากร (600 ล้านคน) ที่มีมากขึ้นทำให้เราส่งสินค้าไปขายด้วยภาษีเป็นศูนย์ ย่อมขายได้มากขึ้น อาเซียนยังทำเขตการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ อีก เช่น อาเซียนจีน อาเซียนอินเดีย อาเซียนญี่ปุ่น หรือ อาเซียน+3 และอาเซียน+6 เป็นต้น นี้ก็อีกหนึ่งโอกาสครับ ถ้าในประเด็นเศรษฐกิจอาเซียนเปิดเสรีทุกเรื่องครับ เปิดเสรีสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม เปิดเสรีภาคบริการ เปิดเสรีการลงทุน และเปิดเสรีแรงงาน ซึ่งผ่านทางข้อตกลงต่างๆ และนี่ก็อีกหนึ่งโอกาสครับ

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าผมเขียนโอกาสน้อยกว่าที่จะเขียนเรื่องความท้าทาย แม้ว่าเราจะมีโอกาสแต่รู้สึกว่าจะมีความท้าทายมากมายเหลือเกิน ผมรวบรวมความท้าทายทั้งหมด 12 ความท้าทาย ขอเริ่มด้วยความท้าทายอันแรกคือ เรื่องข้อมูลเชิงลึกในทุกมิติที่ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ยังไม่รู้และที่สำคัญคือไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหน ข้อมูลเหล่านี้ ได้แก่ ข้อมูลเศรษฐกิจ ประชากร สังคม วัฒนธรรม จำนวนแรงงาน รสนิยมผู้บริโภค จำนวนคู่แข่งหรือสินค้า และส่วนแบ่งตลาดของสินค้าที่เราจะไปขาย

ความท้าทายอันที่สองคือ การไม่รู้กฎหมายการค้าและการลงทุน และกฎหมายอื่นๆ เช่น กฎหมายแรงงาน สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่าน มีคนอาจจะบอกว่า กฎหมายยากที่จะเข้าใจ เราต้องลองอ่านครับ ผมยังอ่านเข้าใจ ถ้าผมเข้าใจ ท่านก็เข้าใจ แม้ว่าผมจะไม่ได้จบทางกฎหมายก็ตาม  ฉะนั้นท่านก็ต้องอ่านเข้าใจเหมือนกัน ตรงนี้ต้องรู้และทำความเข้าใจครับว่าหน้าตากฎหมายการลงทุนและการทำธุรกิจรายละเอียดเป็นอย่างไร แต่หากท่านไม่ไหวจริงๆ ก็เอาอย่างนี้ครับ จ้างบริษัทกฎหมายให้ดำเนินการทางกฎหมายแทน

ความท้าทายที่สามต้องรู้ว่าควรไปทำธุรกิจที่เมืองอะไร และควรเป็นธุรกิจอะไร วันนี้หลายคนรู้จักแต่เมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองหลวง เห็นด้วยครับการทำธุรกิจที่เมืองหลวงครับ ว่าที่นั้นปลอดภัยในแง่กำลังซื้อ แต่ท่านอย่าลืมว่า ท่านต้องพร้อมรับกับต้นทุนการทำธุรกิจที่สูงด้วยเช่นกัน เช่น ในพม่า อย่ามองเฉพาะย่างกุ้ง อินโดฯ อย่ามองเฉพาะจาการ์ต้า เมืองอื่นๆ ที่ใกล้เคียงยังพอให้เราเข้าไปทำธุรกิจได้ คำถามคือ ท่านมีข้อมูลหรือไม่ ท้าทายที่สี่คือ การทำหุ้นส่วนทางธุรกิจคนท้องถิ่น “ข้อนี้น่าจะหินที่สุด” ในบรรดาความท้าทายทั้งหมด เพราะ SMEs ไทยในขณะนี้ ธุรกิจไม่เกิดเพราะหาหุ้นส่วนทางธุรกิจไม่ได้ หุ้นส่วนที่ไม่ดีคงหาไม่ยาก แต่ที่ดีๆ ที่ไว้เนื้อเชื่อใจหายากมาก เพราะไม่สามารถใช้เวลา วันหรือสองวันเท่านั้น

ท้าทายข้อที่ห้าคือการต้องรู้ต้นทุนในการทำธุรกิจ ได้แก่ ค่าจ้าง ค่าเช่าที่ดิน อาคารสถานที่ ข้อมูลเหล่านี้ต้องมีพร้อมในการตัดสินใจ และไม่ใช่มีเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น ตอนนี้ต้องมีข้อมูลรายเมืองที่สำคัญของประเทศต่างๆ ความท้าทายที่หกคือ เส้นทางโลจิสติกส์ หรือเส้นทางการขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานต้องทราบสถานะความพร้อมของถนน ไฟฟ้า ประปา และปั้มน้ำมัน เป็นต้น

ความท้าทายข้อที่เจ็ด ความพร้อมด้านภาษา คนไทยและนักธุรกิจไทย ภาษาอังกฤษเป็นเป็นภาษาของอาเซียน การสื่อสารต้องใช้ภาษาอังกฤษ ผมคิดว่าภาษาอังกฤษสำหรับคนไทยน่าจะวิกฤติแล้ว ข้อมูลที่น่าสนใจ (ผมจำหน่วยงานไม่ได้ว่าเป็นหน่วยงานไหน) พบว่า คะแนนสอบโทเฟลของคนไทยต่ำกว่า 500 อยู่ที่ 400 กว่าๆ ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน สิงคโปร์ได้คะแนนสูงที่สุด นอกจากเราจะไม่พร้อมทางด้านภาษาแล้ว เรายังไม่พร้อมที่จะเรียนและไม่รู้ภาษาประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย ในขณะที่คนของประเทศเพื่อนบ้าน สามารถพูดภาษาไทยได้ เรื่องภาษานี้ ผมคิดว่าเราต้องรู้ภาษาสามภาษา คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และอีกหนึ่งภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน ขึ้นกับว่าเราได้ไปทำธุรกิจที่ประเทศไหน

ความท้าทายข้อที่แปดคือ มาตรการที่มิใช่ภาษี ที่นับวันจะยิ่งมากขึ้น แม้ว่าในปี 58 ภาษีนำเข้าของประเทศอาเซียนจะลดลงเกือบหมด จำนวนสินค้าที่ประเทศอาเซียนต้องลดภาษีในปี 58 มีทั้งหมด 5,000 รายการ ขณะนี้ประเทศอาเซียนเก่าลดลงเกือบทุกรายการ หรือเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ มีเฉพาะในประเทศ CLMV เท่านั้น ที่ยังไม่ลดทั้งหมด การกีดกันของอาเซียนส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการตรวจสอบอย่างเข้มข้นของหน่วยงานรัฐฯ ด้านคุณภาพสินค้า และความปลอดภัย  การติดฉลากด้วยภาษาท้องถิ่น และการให้ไปขนส่งในที่ไกลๆ จากท่าเรือ ซึ่งทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนในการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น

ความท้าทายข้อที่เก้า คือ สิทธิการใช้ประโยชน์จาก AEC ตามกรอบของ AFTA แม้ว่าภาษีสินค้านำเข้าในอาเซียนจะเป็นศูนย์ก็ตาม แต่ปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทยยังใช้สิทธิประโยชน์เหล่านี้ยังต่ำมาก “ยังไม่ถึง 50 %” ถ้าเป็นอย่างนี้ กรอบภาษีเป็นศูนย์ก็ไม่มีประโยชน์ ทำอย่างไรให้นักธุรกิจไทยใช้ประโยชน์จากตรงนี้ให้มากขึ้น ความท้าทายข้อที่สิบคือ การมีศูนย์กระจายสินค้าไทยในประเทศอาเซียน หัวข้อนี้ผมรณรงค์อย่างต่อเนื่องว่า ประเทศไทยต้องตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่เป็นของคนไทย เพื่อให้ผู้บริโภคในอาเซียนสามารถหาซื้อสินค้าไทยได้ตลอดทั้งปี

ความท้าทายข้อที่สิบเอ็ด ต้องตั้งกองทุนอาเซียนเพื่อ SMEs ไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น เป็น “ทางพิเศษ (Fast Track)”ให้กับผู้ประกอบการไทยด้วยดอกเบี้ยต่ำๆ ความท้าทายข้อที่สิบสองคือ “ASEAN Supply Chain” หรือการสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานสินค้าของอาเซียน นักลงทุนหรือนักธุรกิจไทยต้องเชื่อมโยงและพึ่งพิงประเด็นตรงนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้น เราจะไม่ได้ประโยชน์จากคำว่า “การเป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตเดียวกัน”