ดร.สมคิด แนะเรียนรู้จากสิงคโปร์ สร้าง Smart Nation-Smart SME


ศาสตราภิชาน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “อนาคตเศรษฐกิจไทย ก้าวไกลด้วยพลัง SME” ณ งาน SMART SME DAY ในวันที่ 29 มกราคม 2558 จัดโดยพีเพิลมีเดียกรุ๊ป (PMG)  

ดร.สมคิด เริ่มปาฐกถาว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่ให้เกียรติเชิญผมมาร่วมในงานที่สำคัญวันนี้ และต้องขอแสดงความชื่นชมกับทางคณะผู้จัดงานที่สามารถระดมคน SME ทั้งหลายมาร่วมงานกันเพื่อตัวท่านเองในอนาคตข้างหน้า ผมถือว่าครั้งนี้เป็นครั้งประวัติศาสตร์จริงๆ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ยากนักที่จะเห็นคน SME รวมพลังกันได้อย่างจริงจัง ผมคิดว่าวันนี้เป็นข่าวดีจริงๆข่าวหนึ่งในสังคมไทยทุกวันนี้ ที่น้อยครั้งนักที่จะมีข่าวดีโผล่ออกมา ทั้งๆที่ช่วงเวลาอย่างนี้ ร้อยวันพันปีจะมีโอกาสได้ปฏิรูปประเทศกันเสียที แต่ข่าวดีๆเรื่องการปฏิรูปก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสแทรกผ่านเข้ามาสู่สังคมเลย จะมีข่าวดีสักชิ้นหนึ่งก็เป็นไปได้ยากมาก มีแต่ข่าวความกังวล ข่าวความขัดแย้งอยู่ทุกวี่ทุกวัน ฉะนั้นผมถือว่าวันนี้เป็นวันเริ่มต้นใหม่วันหนึ่ง ที่อย่างน้อยที่สุดได้แสดงให้เห็นถึงพลังสามัคคีของคนไทยด้วยกันที่จะก้าวไปสู่วันข้างหน้า

ผมอยากให้พวกเราลองหันไปดูประเทศข้างๆของเรา ไม่ว่าเขมร ลาว ญวน พม่า เวียดนาม แต่ละประเทศนั้นขมักเขม้น มีความมั่นอกมั่นใจ เขารอคอยอนาคตที่เขาคิดว่าเขาจะสดใสมากกว่านี้ ยิ่งมองไปที่ประเทศอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ มองแล้วเรียนตามตรงว่าชื่นชมครับ ในขณะเดียวกันก็อดที่จะสะท้อนใจไม่ได้ว่าทำไมประเทศนี้ช่างเก่งฉกาจ และมีความมุ่งมั่นอย่างไม่สิ้นสุด ผมพบข่าวชิ้นหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ลี เซียน ลุง เพิ่งจะประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า ก้าวต่อไปของสิงคโปร์นั้น เขาจะทำให้สิงคโปร์เป็นชาติที่เรียกว่า Smart Nation เป็นประเทศที่เฉลียวฉลาดที่สุดประเทศหนึ่งของโลก เขาประกาศเป็นแคมเปญขึ้นมา และก็บอกว่า ในการทำให้ประเทศของเขาเป็นประเทศที่ฉลาดที่สุดของโลกนั้น เขาจะทำด้วยวิธีการเอาเทคโนโลยี ไอที และสิ่งใหม่ๆทุกอย่าง ไม่ใช่เป็นชิ้นๆ แต่จะมารวมกันทั้งหมด เพื่อสร้างให้ความทันสมัยของสิงคโปร์สุดยอดของโลก ที่จะนำไปสู่ผลกระทบต่อทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน กระทบทั้งความเป็นอยู่ในสังคม และที่สำคัญที่สุด เขาต้องการทำให้ประเทศมีความสามารถเชิงแข่งขันสูงที่สุด

ในคำแถลงของลี เซียน ลุง บอกว่าเมื่อ 100 ปีที่แล้ว พ่อของเขาประกาศไว้ว่า สิงคโปร์เป็นเพียงประเทศที่เป็นเกาะ เป็นแค่ชาวประมง แต่ว่าเหตุการณ์ขณะนี้ เขากำลังเป็นประเทศที่ Modern ที่สุดประเทศหนึ่ง โดยใน 10 ปีข้างหน้า เขาจะเปลี่ยนสิงคโปร์จาก Modern City ให้กลายเป็น  Metropolis หรือมหานครหนึ่งของโลกให้จงได้ และเขาเชื่อว่าประชาชนทั้งประเทศของเขานั้นจะสามารถนำพาสิงคโปร์ไปสู่จุดนั้น จุดซึ่งสิงคโปร์เป็นประเทศที่ Smart ที่สุดและมีความสามารถในเชิงแข่งขันมากที่สุดประเทศหนึ่ง ถ้าผมเป็นคนสิงคโปร์ผมก็ย่อมจะต้องชื่นชมในผู้นำของเขา ในความมุ่งมั่นในประเทศของเขา  

สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมาสู่จุดๆหนึ่ง คือว่า ความสามารถเชิงแข่งขันของประเทศเป็นสิ่งสำคัญ แต่เวลาเราพูดถึงความสามารถเชิงแข่งขันของประเทศ ซึ่งในขณะนี้เมืองไทยกำลังมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปกันอยู่ เราต้องเข้าใจว่าความหมายของความสามารถแข่งขันจริงๆแล้ว พูดเรื่องเดียวกันหรือเปล่า มันต้องพูดเรื่องเดียวกันให้ได้ก่อนถึงจะรู้ว่าต้องทำอะไร

ความสามารถเชิงแข่งขันของประเทศ แบ่งเป็น 2 ระดับ สิงคโปร์ชี้ให้เห็นชัดเลยด้วยการทำตัวอย่าง เพียงแต่เรามองไปที่เขาก็จะเห็นตัวอย่าง ระดับแรกเลยคือ ระดับประเทศ (National Level) ความสามารถแข่งขันระหว่างประเทศพวกเราคงคุ้นเคยกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ World Economic Forum จัดทุกปี โดยที่เอา 12 ตัวแปรหรือ 12 เสาหลัก ซึ่งประกอบไปด้วย สถาบันทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง, เรื่องของ Infrastructure, เรื่องดัชนี Macroeconomic, เรื่อปัจจัยการศึกษาและสุขภาพเบื้องต้น, ปัจจัยเรื่อง High Education, ปัจจัยเรื่องตลาด, แรงงาน, การเงิน, ขนาดของประเทศ, ขนาดของตลาด รวมไปถึงความเจริญ ความสามารถของธุรกิจ และเรื่องเทคโนโลยี

12 pillars นี้เสมือนหนึ่งข้อสอบล่วงหน้าที่เรารู้โจทย์อยู่แล้ว ว่าโจทย์ออกมาอย่างนี้แน่นอน ทุกปีเขาจะตรวจข้อสอบ และเป็นตัวชี้วัดเลยว่าประเทศนั้นสามารถแข่งขันแค่ไหน มาเลเซียนั้นเขามีคนตรวจโดยเฉพาะเลยว่า แต่ละปัจจัย ทำถึงไหน ใครเป็นคนทำ และทำได้ไหม จะแก้อย่างไร ฉะนั้นในเวลาเพียงแค่ 10 ปี เขาสามารถเลื่อนระดับตัวเขาเองมาถึงระดับที่ 20 ของความสามารถเชิงแข่งขันของประเทศ มันเป็นโจทย์แจกข้อสอบให้นักเรียนล่วงหน้า อยู่ที่ว่าใครขยัน ใครสนใจ ใครบริหารจัดการเป็น ไม่ต้องพูดถึงสิงคโปร์อยู่ที่อันดับ 2 ของโลก ลักษณะของความสามารถเชิงแข่งขัน สิ่งที่สิงคโปร์ทำเป็นตัวอย่างให้เราดู เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปี 2005 นายกรัฐมนตรีคนนี้ประกาศแคมเปญอันหนึ่งที่เรียกว่า iN2015 (Intelligent Nation) คือประกาศว่าจะทำให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่ฉลาดเฉลียว มีข้อมูลมากที่สุดเมืองหนึ่ง

พอตั้งขึ้นมา เขา Combine เทคโนโลยีสองอย่าง คือ ทางด้าน IT กับเรื่องของ Information รวมกันเรียกว่า Infocomm ลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างแพล็ตฟอร์มให้กับสิงคโปร์ ให้คนสิงคโปร์ Connect กันได้หมด ไม่ว่าทั้งบุคคล สังคม หรือรัฐบาล เขาใช้เวลา 10 ปีเต็มๆ ทำตามคอนเซ็ปต์ของ iN2015 และบัดนี้มาถึงจุดที่จบปี 2015 แล้ว เขาประกาศว่า ประเทศและเมืองของเขานั้นขณะนี้เป็นเมืองๆหนึ่งที่ถือว่าดีที่สุดในเชิงของข้อมูล และเขาใช้เทคโนโลยี

แต่สิ่งหนึ่งที่สิงคโปร์มองมากกว่านั้นก็คือว่า ประเทศถึงแม้ว่ามีความสามารถแข่งขัน ถึงแม้มีแพล็ตฟอร์มที่พร้อมด้านไอที อินเตอร์เน็ต ทุกอย่าง แต่ประเทศไม่ใช่คนที่จะไปแข่งขัน ประเทศไม่ใช่คนที่จะสร้างความมั่งคั่ง สร้างไม่ได้ แข่งขันไม่ได้ คนที่จะไปแข่งขันนั้นคือผู้ประกอบการ คือ Entrepreneur  คนที่จะสร้างความมั่งคั่งก็คือพ่อค้า นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ฉะนั้นความสามารถแข่งขันในระดับที่สองต่างหากที่สำคัญไม่แพ้ระดับแรก นั่นคือในระดับของบริษัทธุรกิจทั้งหลาย (Firm Level) สิ่งที่ดูจากตัวอย่างของเขานั้น เราเห็นชัดอย่างหนึ่งคือว่า ความมั่งคั่งที่จะสร้างขึ้นมาได้จากผู้ประกอบการ มันไม่ใช่แค่ว่ามาจากจุดเริ่มต้นและไม่มีที่ไป มันเริ่มจากข้อเงื่อนไข หนึ่ง ประเทศที่จะมั่งคั่งได้ต้องมีความคิดใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่มีมูลค่าสูง

หนังสือเล็กๆเล่มหนึ่งขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า พูดถึงอิสราเอล Start-up Nation ประเทศเล็กๆแห่งนี้ประกอบไปด้วยผู้ประกอบการใหม่ๆ ก่อตัวขึ้นมาทุกปีมากที่สุดในโลก ผู้ประกอบการเหล่านี้เริ่มมาจากไอเดีย ความคิด แต่ Key ก็คือว่า จะทำอย่างไรให้ความคิดเหล่านี้ต้องเป็นความคิดที่มีความสร้างสรรค์ มีนวัตกรรม มีมูลค่าเพิ่ม และที่สำคัญที่สุด สามารถทำให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ การที่มี New Start-up ประเทศไหนทำได้ หมายความว่า เกิดธุรกิจใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ ไปถึงขั้นเกิดเมืองใหม่ๆ ที่มีพลัง

ยกตัวอย่างง่ายๆ ลองดู Infosys ของอินเดีย สมัยนั้นบังกาลอร์ไม่มีอะไรเลย เกิด Start-up บริษัทนี้ขึ้นมา ภายในเวลา 20 ปี บังกาลอร์กลายเป็นเมืองเหมือนซิลิคอน วัลเลย์ของอเมริกา บริษัทเล็กๆอย่างเช่น Apple ในยุคนั้นเป็นแค่ความคิด และก็เริ่มขึ้นเป็นสินค้าธุรกิจตัวอื่น เดี๋ยวนี้สามารถทำให้เกิดการพัฒนา ไม่ว่าการจ้างงาน ทุกๆอย่างอย่างใหญ่หลวงทีเดียว ฉะนั้นประเทศที่จะมีอนาคต ไม่ได้มาจากว่า ประเทศนั้นจะมีบริษัทขนาดใหญ่กี่บริษัท แต่อยู่ที่ว่ามีบริษัทเล็กๆที่มีความคิดใหม่ๆ กี่บริษัท อันนี้เป็นหัวใจเลย ซึ่งบางทีประเทศไทยมองไม่เห็นจุดนี้

สิงคโปร์มองเห็น คนของเขาฉลาด ผมถึงเข้าใจเลยว่า ทำไมถึงต้องสร้างคนก่อน คนของเขาจัดตั้ง A*STAR ( Agency for Science, Technology and Research) ขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ A*STAR คือ Agency สำหรับที่จะสร้าง Innovation ขึ้นมา เขาเอาทรัพยากรทั้งหมดก้อนใหญ่ เขาเลือกมา 2 กลุ่ม เลือกทางด้าน Biomedical กับเลือกในเรื่อง Physical Science ทั้งหมดนี้เป็นไฮเทคทั้งสิ้น เขามองแล้วว่าอนาคตข้างหน้า Value Added อยู่ที่สิ่งเหล่านี้

นวัตกรรมไม่ได้มาจากแค่ความคิดสร้างสรรค์ แต่มาจากสิ่งซึ่งเทคโนโลยีผลิตขึ้นมา ฉะนั้นมันจะต่างกันมากจากที่เรามีความคิดสร้างสรรค์ กับการที่เรามีความสร้างสรรค์จากเทคโนโลยี มันคนละเรื่องเลย ถ้าคุณไม่มีสิ่งเหล่านี้ ไม่มี Science ไม่มี Technology คุณจะไม่มีโอกาสเลยที่จะมีมูลค่าเพิ่มสูงๆ ฉะนั้นเขาสร้างองค์กรนี้ขึ้นมา จัดสรรเงินเพื่อป้อน Capital 3 ตัว หนึ่ง คือ คน ให้ทุนการศึกษาตลอดเวลา ส่งเด็กส่งนักศึกษาไปเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก Postdoc ด้านนี้โดยเฉพาะ ปีหนึ่งเป็นพันคน อันที่สอง เรื่องของ Intelligence, Research เหล่านี้ดึงต่างประเทศเข้ามาร่วม สร้างสิ่งใหม่ๆ Breakthrough ออกมา เป็นสิ่งซึ่งคนอื่นเขาไม่มี

ข้อสามสำคัญที่สุด ประเทศที่มีหัวการค้าแบบเขาเท่านั้นที่จะทำได้ คือ Industry Capital เขาดึงเอานักธุรกิจเอกชนในอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมกับโครงการนี้ ฉะนั้นใน Biopolis กับ Fusionopolis ซึ่งเขาสร้างเป็น 2 อาณาจักรของคลัสเตอร์ ในนั้นจะมีทั้งมหาวิทยาลัย, Research Center, ผู้ประกอบการ, นักวิทยาศาสตร์, นักวิจัย เต็มไปหมดอยู่ในนั้น และเป็นคลัสเตอร์ที่สร้างนวัตกรรมใหม่ๆทุกปีๆ พอเกิดนวัตกรรม เขาจะร่วมกับเอกชนทำตัวนี้ให้เป็นธุรกิจ หล่อเลี้ยงมันภายในคลัสเตอร์ ให้มันเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด นี่คือสิ่งที่เรียกว่าเป็น Start-up Nation

ในใจผมอยากเห็นเมืองไทยเป็น Start-up Nation ไม่ใช่ Step-down Nation แต่สิ่งที่เขาเห็นชัดมากกว่านั้นก็คือว่า Start-up Nation จะอยู่ยงคงกระพันไม่ได้ ถ้าตัวเล็กๆที่เกิดขึ้นมานี้ไม่สามารถได้รับการหล่อเลี้ยงให้เติบโต มันก็เกิดเป็นคำพูดคำหนึ่งว่า ประเทศจะเจริญได้ จาก Start-up ต้องไปสู่ Scaling up หมายความว่าทำให้บริษัทเหล่านี้ได้โตขึ้นมา จากการเป็นวุ้น ทำให้เป็นการก่อตัว และทำให้กลายเป็น SME ขึ้นมา เขามี SPRING (Standards, Productivity and Innovation Board) หน่วยงานที่อยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ทำการหล่อเลี้ยงให้ Start-up เหล่านี้เติบโตขึ้นมา

แต่สิ่งที่เขาทำต่อไปข้างหน้า เขากำลังมองไปสู่อีกข้อว่า ในเมื่อประเทศมี Start-up มี Scaling up ทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีเหล่านี้มีความสามารถเชิงแข่งขันให้ได้ ตรงนี้นำไปสู่การต่อยอด Intelligent City เมื่อกี๊ เขาบอกว่าแผน 10 ปีของเขาคือ iN2015 วางแผนแพล็ตฟอร์มทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือให้เกิดการ Connect ทางด้านเทคโนโลยีและเรื่องของข้อมูล เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นายกลี เซียน ลุง ประกาศคอนเซปต์ Smart Nation ขึ้นมา คือการต่อยอดโครงการเดิม iN2015 ไปข้างหน้า โดยเขาจะเน้นใน 3 ตัว คือเขามองว่าความสามารถเชิงแข่งขันของ SME ไม่ใช่แค่เงิน ไม่ใช่แค่การสร้าง Skill อันนี้เป็นเรื่องจำเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว และทุกประเทศทำกันอยู่ แต่หาก SME ของเขาจะแข่งกับโลกได้นั้น ต้องมีอีก 3 ตัว คือ IT, Innovation และเรื่อง Investment ใน Research ต่างๆ ถ้าคุณมีสิ่งเหล่านี้ SME จะสามารถใช้สิ่งเหล่านี้ลดต้นทุน ในขณะเดียวกันสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาได้

และดูการใช้คนของเขา นายกเขาตั้งคนๆหนึ่งขึ้นมา คือ รัฐมนตรีที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อม วิเวียน (Dr Vivian Balakrishnan, Minister for the Environment and Water Resources) ผมเคยเจอเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เป็นบุคลากรที่ Bright ที่สุดในบุคลากรที่เขามีอยู่ นั่งคุยกับเขารู้เลยว่าคนๆนี้ไม่ธรรมดา เขา assign คนๆนี้ไปทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ บอกว่าทำเรื่อง Smart Nation ขึ้นมาให้ได้ ภายในเวลาแค่ 2 เดือน เมื่อไม่กี่วันมานี้ วิเวียนแถลงประกาศยุทธศาสตร์ว่า จะทำสิ่งเหล่านี้ เรื่องไอที เทคโนโลยีทั้งหลาย ไปสู่การมีชีวิตที่ดีขึ้นของสิงคโปร์ เขาประกาศออกมาว่า คุณจะได้เห็นสิงคโปร์ ออกจากบ้านสามารถใช้ระบบ automated system สั่งการทุกอย่างในบ้านได้ เขาต้องการเห็นคนสิงคโปร์มีโอกาสนั่งรถซึ่งไม่มีคนขับ ให้คนสิงคโปร์ เวลาจะไปหาหมอไม่ต้องไปโรงพยาบาล แค่ติดต่อ connect กับโรงพยาบาล ข้อมูลการแพทย์ทั้งหมดของทุกคนเชื่อมโยงกันหมดทุกโรงพยาบาล ถ้าคนไหนไม่อยากไปโรงพยาบาล สามารถรับคำปรึกษาหารือ สั่งยา deliver จากโรงพยาบาลมาที่บ้านได้ คนแก่คนเฒ่าได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล จะมีระบบที่จะดูแลคนแก่ connect กับตัวเอง ไม่สบายขึ้นมา รู้ทันที นี่คือสิ่งที่เขาพยายามจะทำ

ในขณะเดียวกัน ในเรื่องของ community เขาจะใช้ไอที เทคโนโลยีทั้งหมด ทำให้เกิดความอยู่ดีกินดี connect ระหว่างบ้าน ระหว่างครัวเรือน เพื่อให้คนได้มีโอกาสมา join กัน และที่สำคัญ ฟังแล้วสะดุ้งก็คือ เขาจะเอาสิ่งเหล่านี้มา connect ให้ SME ของเขา ให้ SME ทุกคนสามารถเชื่อมต่อกับ E-Government ของเขา ข้อมูลทุกอย่างในเชิงพาณิชย์ เชิงการค้า เชิง AEC ทุกอย่างที่รัฐบาลมี คุณในฐานะ SME สามารถเชื่อมโยงได้ สิ่งเหล่านี้เป็นโปรเจ็คส์ของเขา และผมเชื่อว่าสิงคโปร์ ถ้าประกาศแล้ว ไม่เคยทำไม่ได้ ลองนึกภาพว่า SME ของเรา ข้อมูลอะไรก็ยังไม่มี เงินยังไม่มีเลย technology breakthrough ก็ไม่มี อีก 10 ปีเราจะแข่งอะไรกับเขา

นี่คือเหตุผลที่ว่า สิงคโปร์เกาะนิดเดียว มูลค่าจีดีพีของเขานั้น น้อยกว่าเราไม่เท่าไหร่ แต่การส่งออกของเขามากกว่าเราเกือบ 2 เท่า เพราะเขาสามารถทาร์เก็ต industry ที่สามารถเติบโตในอนาคต เขาสามารถสร้างผู้ประกอบการที่มีครบทุกอย่าง support ด้วยรัฐบาล จนกระทั่งแต่ละรายๆ สามารถมีความเข้มแข็ง และเขายังไม่ยอมหยุดเลย ขนาดอย่างนี้เขายังไม่ยอมหยุด นี่คือตัวอย่างให้เห็นว่า ทำอย่างไรที่คุณจะเกิด Smart SME อย่างแท้จริง ไม่ใช่ Smart SME ที่บอกว่าผมฉลาด แล้วคุณก็จะฉลาด นั่นไม่ใช่, Smart Nation Smart SME เป็นของคู่กัน ฉะนั้นนี่คือตัวอย่างของนโยบายรัฐบาลที่จะต้องเชื่อมโยงกับนโยบายเอกชน

ถามว่าเรามีอะไรแตกต่างจากสิงคโปร์ จริงๆแล้วไม่มีเลย เขามี A*STAR เรามีสวทช.และก็มีอีกหลายหน่วยงานที่ทำคล้ายๆกัน เขามี Biopolis ผมเข้าใจว่าเมืองไทยจะเริ่มมีแล้ว แต่มันแตกต่างกันที่ความครบวงจร, สเกล, การ support เขามี SPRING เรามีสสว. แต่มันแตกต่างกันที่ SPRING ของเขาครบรอบ ครบวงจร มีพลังมหาศาลเลย แต่สสว.เราเทียบกับเขาไม่ได้เลย เขามีแบงก์ที่ support การเงินเต็มที่ ของเรานั้นมีเรามีแบงก์ของรัฐหลายแบงก์ แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมา 10 ปีทางการเมืองของเรา ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าที่จะช่วย SME เต็มที่ กลัวติดคุก ติดตาราง ทุกวันนี้เวลาดันโครงการลงไป มันไม่เดินเพราะอะไร เพราะผู้บริหารที่เป็นเจ้านายของเขายังถูกสอบไม่จบเลย ฉะนั้นหลายอย่างติดขัด ทั้งที่เรามีองคาพยพพร้อมหมด เขาสามารถระบุ Biopolis กับ Fusionopolis ซึ่งเตรียมไว้กับเรื่อง Biotech กับ Physical Science

เรากำลังมีคลัสเตอร์ใหม่ที่จะเกิดขึ้น 5 คลัสเตอร์ มันอยู่ที่เราสามารถคิด และคิดเป็นหรือเปล่าว่า คลัสเตอร์ใหม่นั้นไม่ได้หมายความว่านิคมอุตสาหกรรม ไม่ใช่ขีดเส้นจบ มีถนนหนทาง มีไฟฟ้า แล้วจบ อันนั้นมันเมื่อ 50 ปีที่แล้ว คลัสเตอร์ 5 หรือ 6 แห่งที่มีเพิ่มขึ้นมา คุณต้องคิดแล้วว่าทำอย่างไรให้เป็น Smart Cluster มีมหาวิทยาลัย, มีสถาบันวิจัย, มีโรงผลิตแรงงาน, มีบริษัทเอกชน, มีสิ่งที่จะมาดูแลเรื่อง Start-up และมี SME เข้ามาเชื่อมโยง รวมถึงการเอาองค์กรต่างประเทศเข้ามาเชื่อมตรงนั้น เป็นคลัสเตอร์เรื่องเศรษฐกิจที่ใช้แรงงาน, Start-up เรื่องไฮเทค ฉะนั้นแต่ละคลัสเตอร์จะแตกต่างกันไป ดีไซน์ต้องครบวงจร มันก็ไม่ได้แพ้ Biopolis เงินเราก็มี แต่ปัญหาและอุปสรรคสำคัญก็คือว่า เราคิดไม่ครบวงจร เราขาดการเชื่อมโยง รัฐบาลเปลี่ยนรัฐบาลหนึ่ง อีกรัฐบาลหนึ่งก็ไม่สนใจ ขาดความเชื่อมโยงไปหมด ทั้งๆที่เรามีเอกชนที่เข้มแข็งมาก เก่งมาก

ท่านเชื่อไหมว่า ที่ผ่านมา 15 ปี ตั้งแต่ปี 2000, Economy เราโตดีมาก ส่งออกของเราไม่ได้แพ้ใครเลย เพราะเอกชนเราเข้มแข็งมาก แต่ ณ วันนี้ การส่งออกของเราจะเริ่มหนักข้อขึ้น เหนื่อยขึ้น เพราะกว่า 70% ของการส่งออกเรา เป็นการส่งออกสินค้าซึ่งเราเริ่มจะไม่สามารถแข่งขันได้แล้ว มีเพียงแค่ 30-40% ของการส่งออกซึ่งยังพอที่จะมี High growth อยู่ ถ้าเราไม่พยายามคิดหาธุรกิจใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ สร้าง Start-up ใหม่ๆที่มี high value added ขึ้นมา ถ้าเราไม่ inject เรื่องเทคโนโลยีเข้าไปกับการผลิต ยังคิดแค่ว่าไปขายค้าชายแดน ส่งออกไม่ได้ก็ไปขายพม่า มันได้ชั่วครั้งชั่วคราว ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือ เรามีองคาพยพพร้อม หรือแทบจะพร้อม จนเราก็ไม่ได้จนเท่าไหร่ เพียงแต่ว่ามันต่างกันตรงที่การบริหารจัดการ การเชื่อมโยง และความมุ่งมั่นที่มีอยู่ในใจ

แต่ความผิดทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ผมพูดมาเท่าไหร่หรอก จุดอ่อนจริงๆมันอยู่ที่พวกเรากันเอง เอสเอ็มอีนี่แหละ รู้จักไหมคำว่าอัตตาหิ อัตโนนาโถ ใครที่รอให้คนอื่นช่วยแล้วชี้อยู่นั่นแหละ สสว.ไม่ปล่อย ไอ้นู่นไม่ปล่อย ไอ้นี่ไม่ปล่อย มิสิทธิเป็น SME ตลอดชาติ แต่ถ้าคุณต้องการเป็น Smart SME คุณต้องคิดสิว่า นโยบายดีๆมันควรจะมาจากใคร รัฐบาลจะรู้นโยบายไหม ไม่รู้ พวกคุณเองต่างหากที่รู้ว่าอะไรติด  อะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ การรวมตัวขึ้นมาสิ่งแรกเลยคือเพื่อ Set Policy มันต้องมีการรวมตัวกันว่า สิ่งที่จะต้องมีคืออะไร formulate เป็น policy ขึ้นมา ผลักดันให้รัฐบาลออกเป็นนโยบายเหล่านี้ คุณต้องรู้ว่าในการที่จะพัฒนาไปได้ ไม่ใช่แค่คนไทยคนเดียว คุณต้องลิงก์กับสถาบันการศึกษา คุณต้องลิงก์กับบริษัทขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาช่วย คุณต้องลิงก์กับต่างประเทศ สถาบันอย่างเช่น คอฟแมน ในต่างประเทศ ที่เขาชี้เลยว่า คุณจะพัฒนา SME อย่างไรเป็นข้อมูลให้คุณ

Linkage เหล่านี้มีใครทำบ้าง ไม่มีเลย SME เท่าที่ผมฟังข่าวมีอย่างเดียว ขอรัฐบาลช่วยเรื่องสตางค์ จริง คุณไม่มีตังค์ แต่ bottom line ที่หนักไปกว่านั้นก็คือว่า มันไม่มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ฉะนั้นสิ่งนี้แหละที่ผมบอกว่า วันนี้เป็นวันดี ดีไม่ดีจะเป็นจุดเปลี่ยนของ SME ไทยว่า คุณรวมตัวกันได้ (สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย) เมื่อคุณรวมตัวกันได้คุณต้องถามว่าคุณจะทำอะไร ไม่ใช่รวมขึ้นมาแล้วแค่แจกนามบัตร คนไทยนามบัตรเยอะ พอ 60 แล้วยิ่งหนักใหญ่เลย ไปไหนไม่มีนามบัตรแจกนี่เหนื่อยเลย ต้องหานามบัตร

คุณต้องคิดว่า คุณจะมีองค์กร structure อย่างไร จะทำอะไร แล้วขณะนี้เขามีสปช. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) คุณสนธิรัตน์ (คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ) ประธานสมาพันธ์ คุณอยู่ในสปช. ทำอย่างไรจะระดมความคิดเห็นเชื่อมโยงกับองค์กรของรัฐ หน่วยงานของรัฐ คุยกันตั้งแต่บัดนี้เลยว่า ต้องมีอะไร แล้วส่งให้สปช. ส่งให้สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ออกเป็นกฏหมายภายในปีนี้ นั่นแหละจะช่วยคุณได้ ทำอย่างไรที่คุณจะได้ข้อมูลทางการค้ามาสู่เอสเอ็มอีทุกคน คุณต้องคิดว่าทำอย่างไร แล้วส่งให้รัฐออกเป็นกฏหมาย

การรวมตัวนั้นไม่ใช่การรวมตัวเพื่อพลังทางการเมือง แต่เป็นการรวมตัวเพื่อให้มีความคิด ต่อรอง จูงใจ ทุกอย่างมันจะได้เริ่มต้นเดินได้ อย่าเป็นห่วงว่ารัฐบาลไม่สนับสนุน ไม่จริง ท่านนายกประกาศเป็นนโยบายวาระแห่งชาติไปแล้ว แต่ท่านกำลังสงสัยว่าทำไมมันไม่เดิน ฉะนั้นพวกคุณรวมตัวกันแล้ว อย่าอยู่เปล่าๆ ต้องสะท้อนให้รู้ว่า ทำไมมันไม่เดิน และถ้าจะเดินควรทำอย่างไร ท่านนายกตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนมาชุดหนึ่ง ท่านประวิตรเป็นประธาน อาทิตย์หน้าจะพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำ อาทิตย์ถัดไปจะพูดเรื่องเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ (ดร.สมคิด กล่าวปาฐกถาในวันที่ 29 มกราคม 2558) ฉะนั้นคุณมีการบ้านล่วงหน้า ถ้าเชิญมาเมื่อไหร่ ผมเชื่อว่า คนที่มางานในวันนี้หลายคนจะถูกเชิญไป ถ้าคุณคิดก่อนล่วงหน้า ถกก่อนล่วงหน้า มันก็จะมีสิ่งดีๆออกมาเป็นคำตอบ งานมันก็จะได้เดิน นี่แหละคือประโยชน์ของการรวมตัวกันของสมาพันธ์

อย่าไปมองว่ารัฐไม่ช่วย อย่าไปมองว่าสสว.ไม่ช่วย อย่าไปมองว่าแบงก์ไม่ช่วย ถ้าคุณไม่ช่วยตัวเองก่อน อย่าต้องให้คนอื่นเข้ามาช่วย ฉะนั้นผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การรวมตัวครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญ แล้วพวกคุณจะต้องทำงานเชื่อมโยงกับสภาอุตสาหกรรม และหอการค้า ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เปลี่ยน SME ของไทยให้เป็น Smart SME จริงๆ แล้วคิดให้ครบวงจรตั้งแต่ว่า ทำอย่างไรให้เกิด Start-up จนกระทั่งถึง Big corporation ถ้าคุณมองแบบนี้แล้วร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมทำเป็นแพ็คเกจโดยตลอด คิดอย่างสิงคโปร์คุณก็จะโตอย่างสิงคโปร์ ทั้งหมดมันอยู่ที่พวกท่านนะครับ ขอบคุณอีกครั้งที่เชิญมา ขอบคุณมากครับ