อินเดียโอกาสทองแห่งเอเชียใต้


         G. Balasubramanian, the Deputy Chief of Mission DPR แห่งคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN-ESCAP) กล่าวถึงสิ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจเมื่อเตรียมตัวเข้ามาลงทุนในประเทศอินเดีย 5 ประการ คือ ตลาด ประชากรศาสตร์ สภาพแวดล้อม การแข่งขัน และเทคโนโลยี

         ประเทศอินเดียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจมากที่สุดประเทศหนึ่ง เศรษฐกิจของอินเดียเติบโตเร็วเป็นอันดับต้นๆของโลก ไม่เพียงแต่อยู่รอดผ่านช่วงเศรษฐกิจโลกระส่ำระสายในปี 2008-2009  แต่เศรษฐกิจของอินเดียเติบโตด้วยอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา  เหตุผลที่อินเดียเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดให้ผู้ประกอบการมาลงทุนในประเทศคือ

  • ชนชั้นกลางจำนวนมากที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงตามไปด้วย
  • นโยบายรัฐบาลอินเดียเอื้อต่อการเข้ามาลงทุน
  • ค่าใช้จ่ายในการผลิตต่ำ เนื่องจากค่าแรงถูก
  • มีกำลังคนที่ทักษะสูง
  • มีทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมาก
  • ภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในภาษาหลักที่ใช้ในการเจรจาธุรกิจ
  • รัฐบาลมุ่งพัฒนาระบบพื้นฐานการขนส่ง
  • ที่ตั้งของประเทศอินเดียอยู่ใกล้ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป

        ที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจระดับโลกหลายท่านและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดคะเนว่า มีความเป็นไปได้ที่อินเดียจะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายในปี 2025 ธุรกิจทั่วโลกไม่ควรพลาดโอกาสที่จะเติบโตในตลาดอินเดีย

          โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมในอินเดีย มีชนชั้นกลางเป็นกลุ่มใหญ่และกำลังขยายตัวอีกมาก เปิดโอกาสให้สินค้าและบริการจากต่างประเทศ อันที่จริง หากอินเดียยังเติบโตในอัตราปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง รายได้ต่อครัวเรือนโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าภายในสองทศวรรษ และกลายเป็นตลาดสินค้าบริโภคที่ใหญ่เป็นอันดับห้าของโลก อ้างอิงจากรายงาน McKinsey ปี 2010 การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในอินเดีย มีปัจจัยสำคัญมาจากความยากจนที่ลดลง

 รายได้ต่อหัวของประชากรอินเดียในปี 2010-2011 ประมาณ 1223.45 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าเมื่อปี 2009-2010 ถึง 17.9 เปอร์เซ็นต์ จากการสำรวจโดย National Sample Survey Organization (NSSO) พบว่า จากปี 1994-2005 เพียงแค่ 11 ปี อัตราส่วนของประชากรที่ยากจนต่ำกว่าเกณฑ์ลดลงจาก 36% เหลือ 28% ทั้งนี้อินเดียเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1947 หลังจากได้รับเอกราช แบ่งระบบออกเป็น 3 ฝ่ายคือบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งอินเดียปี 1950 อินเดียแบ่งการปกครองออกเป็น  28 รัฐ และ 7 ดินแดนสหภาพ

ระบบพื้นฐานของอินเดีย:

  • ถนน – เครือข่ายถนนในอินเดียทั้งหมดยาวถึง 3.34 ล้านกิโลเมตร ซึ่งยาวที่สุดเป็นอันดับสองของโลก ประกอบไปด้วยทางหลวงยาว 65,589 กิโลเมตร
  • ทางรถไฟ – ทางรถไฟอินเดียยาว 63,028 กิโลเมตร ยาวที่สุดในเอเชียและเป็นที่สองของโลก (ภายใต้การบริหารเพียงประเทศเดียว)  โดยการรถไฟมีโบกี้ขนส่งของถึง 22,000 โบกี้ และสามารถขนส่งสินค้าไปได้ทุกมุมของประเทศ
  • ท่าเรือ – อินเดียมีท่าเรือหลัก 13 ท่า และท่าเรือย่อยๆอีก 187 ท่า ตลอดชายฝั่งของประเทศ ในปี 2010-2011 ท่าเรือของอินเดียทั้งหมดสามารถรับสินค้าได้สูงถึง 616.70 ตัน ซึ่งถือเป็น 90% ของการค้าระหว่างประเทศของอินเดีย
  • สนามบิน – อินเดียมีสนามบินทั้งหมด 125 แห่ง และเป็นสนามบินนานาชาติ 11 แห่ง
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) – นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ประกาศใช้โดยรัฐบาลอินเดียในปี 2000 ปัจจุบันมีเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด 133 เขตทั่วประเทศ

        ประชากรถึง 1 ใน 6 ของโลก เป็นชาวอินเดีย ด้วยจำนวนประชากรโดยเฉลี่ยถึง 1.21 พันล้านคน จากประชากรโลกทั้งหมด 6.9 ล้านคน ยิ่งไปกว่านั้น ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของอินเดียคือ มีจำนวนประชากรที่เป็นกลุ่มผู้เยาว์และวัยทำงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าประชากรกลุ่มนี้ (อายุ 15-59 ปี) จะขยายตัวจาก 57.7% ในปี 2001 ไปเป็น 64.3% ในปี 2026 จากจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งเหตุนี้จะทำให้เศรษฐกิจอินเดียเติบโตไปในทางที่ดี อ้างอิงจาก the National Population Commission อินเดียจะมีประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้น 173 ล้านคนในปี 2026 ซึ่งจะทำให้อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรวัยทำงานมากที่สุดในโลก และเป็นจุดสำคัญที่ทำให้อินเดียกลายเป็นผู้นำของโลกในอนาคต

สินค้าหลัก: ส่วนแบ่งตลาดของ 10 สินค้ายอดนิยมจากอินเดีย เพิ่มขึ้นจาก 59.4% ในปีงบประมาณที่ 12 เป็น 62.7% ในปีงบประมาณที่ 13 สินค้าน้ำเข้า-ส่งออกที่สำคัญของอินเดียได้แก่ แร่ เชื้อเพลิง น้ำมัน ไข่มุก และหินมีค่าต่างๆ

        นโยบายการศึกษาในอินเดียส่งเสริมในเรื่องทรัพยากรบุคคลเป็นอย่างมาก ซึ่งอินเดียมีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีขนาดของระบบการศึกษาใหญ่เป็นอันดับสามรองจากสหรัฐอเมริกาและจีน

ในปี 2011 ประชากรอินเดีย 74% รู้หนังสือ และภาษาอังกฤษยังเป็นภาษากลางที่คนใช้ทั่วไปใช้ทั้งอ่านและเขียน ในปี 2008-2009 อินเดียมีมหาวิทยาลัย 409 แห่ง วิทยาลัย 25,990 แห่ง และโรงเรียนโพลีเทคนิค 1,742 แห่ง จำนวนผู้สมัครเรียนหลักสูตรหลังจากปริญญาตรีต่อปีสูงถึง 18.6 ล้านคน

ในอินเดีย จำนวนผู้สมัครเข้าศึกษาเพื่อเป็นหมอมีจำนวนถึง 273,366 คนต่อปี นอกจากนั้นจำนวนผู้จบการศึกษาในสาขาอื่นๆ เช่น การจัดการ กฎหมาย สถาปัตยกรรมศาสตร์ การโรงแรม การจัดการการท่องเที่ยว ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย

ภาษีโดยตรงในอินเดียมีดังต่อไปนี้: ภาษีเงินได้นิติบุคคลอินเดีย ภาษีน้ำหนักสินค้าสำหรับบริษัทขนส่งอินเดีย ภาษีการจัดการสินค้า ภาษีความมั่งคั่ง ภาษีกำไรจากการขาย และภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ภาษีโดยอ้อมในอินเดียมีดังต่อไปนี้: อากรศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่มกลาง ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีบริการ ภาษีการขายกลาง ภาษีเข้าเมือง และภาษีท้องถิ่นอื่นๆ

หากท่านใดสนใจเข้าไปลงทุนในประเทศอินเดีย โปรดติดต่อคุณ G. Balasubramanian – Deputy Chief of Mission DPR to UN-ESCAP เบอร์โทรศัพท์ 02-258-3965 มือถือ 092-262-8519 อีเมล์ [email protected]

สำหรับข้อมูลด้านต่างๆอที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์:

เทคโนโลยีชีวภาพ – www.albeindia.org  / www.aibaonline.com / www.dipp.nic.in

ซีเมนต์ –  www.cmaindia.org / dipp.nic.in /

สารเคมี – www.chemicals.nic.in

การบินพลเรือน – www.civilaviation.gov.in

การศึกษา – mhrd.gov.in / dipp.nic.in

การแปรรูปอาหาร – www.mofpi.nic.in   /  www.apeda.com   /   www.mpeda.com   / http://dipp.nic.in/

สื่อและบันเทิง – www.ficci-frames.com/about.htm /  ibfindia.com

ข้อมูลข่าวสารด้านเทคโนโลยี – การจัดจ้างคนภายนอกสำหรับธุรกิจ – www.nasscom.org

น้ำมันและแก๊ส – www.petroluem.nic.in / www.ppac.org.in / www.dghindia.org / www.pngrb.gov.in

ค้าปลีก – dipp.nic.in