ทูตพาณิชย์ฮ่องกง ย้ำให้ดูพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อการส่งออกสินค้า


Mr. Wittayakorn Maneenetr ทูตพาณิชย์ประจำฮ่องกง แนะแนวทางการส่งออกสินค้าไปยังประเทศฮ่องกงว่า ให้ดูพฤติกรรมของผู้บริโภคในเวลาที่มาเที่ยวประเทศไทย ซื้อสินค้าอะไรกลับไปในประเทศของตน ก็จะรู้ว่ากลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยมีความสนใจ หรือชอบสินค้าประเภทไหน

ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ทดลองขาย ทองม้วน ในประเทศฮ่องกง พบว่า รสที่ขายดีมากที่สุดคือ รสลาบและรสต้มยำ ซึ่งหลายๆคนอาจจะติดว่า ทองม้วนต้องมีรสชาติหวานๆเท่านั้น และตลาดของทองม้วนรสลาบหรือรสต้มยำ คงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากเราลองมองไปในมุมของนักท่องเที่ยวในเวลาที่เราไปเที่ยวต่างประเทศ เช่น ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น  ทุกคนก็มักจะซื้อสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับชาเขียว เช่น คิทแคทชาเขียว หรือถั่วชาเขียว ทั้งที่ในความเป็นจริงคนญี่ปุ่นก็ไม่ได้บริโภคชาเขียวกันบ่อย  แต่สินค้าเหล่านั้นถูกผลิตออกมาเพื่อการส่งออก

จากการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของคนฮ่องกง ที่เราอาจมองข้ามไป ก็คือการบริโภคอาหารพวกลาบ และต้มยำ  ซึ่งเป็นสินค้าที่จัดอยู่ในหมวดอาหาร  ผู้ประกอบการควรจะต้องมีการปรับตัวและปรับเปลี่ยนแพ็คเก็ตสินค้าของตัวเองอย่างไร เพื่อให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าในฮ่องกง  ทั้งนี้ในปี 2558 กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการร่วมมือกับร้านจำหน่ายอัญมณี ที่มีสาขาในประเทศจีนและฮ่องกง รวมกว่า 2,000 สาขา เพื่อร่วมกันโปรโมทและจำหน่ายอัญมณี ในช่วงเทศกาลต่างๆ หรืองานแต่งงาน เพื่อเชื่อมโยงการจำหน่ายสินค้าและการท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน

เทศกาลที่สำคัญของฮ่องกง ที่ผู้คนมักจะนิยมให้ของกันจะมีอยู่ 4 เทศกาลด้วยกัน ได้แก่ ตรุษจีน  อีสเตอร์  เทศกาลไหว้พระจันทร์และวันคริสมาสต์  แล้วของที่นิยมให้กันมากที่สุดก็คือ ช็อคโกแลต ทำให้ช็อคโกแลต กลายเป็นสินค้าที่ครองตลาดเป็นอันดับ 1 แต่ในระยะหลังคนรับประทานช็อคโกแลตน้อยลง   ทำให้สินค้าไทยเริ่มเข้ามีโอกาสเข้าไปและไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสินค้าจำพวกเครื่องสำอางด้วย 

ในส่วนของแพ็คเก็ตสินค้าควรมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับตลาดของแต่ละประเทศที่ต้องการจะส่งออกสินค้าไป  เช่น ประเทศฮ่องกง นิยมให้ของขวัญกันแบบเป็นกล่องกระดาษ  ซึ่งแตกต่างจากบ้านเราที่มักจะทำเป็นกระเช้า แต่หากเราทำแพ็คเก็ตให้ดีๆ ในแบบที่คนในประเทศนั้นๆนิยม ก็จะทำให้สินค้าขายได้

ส่วนของการสร้างสตอรี่ ก็ถือว่ามีความสำคัญเช่นกัน เพราะการสร้างสตอรี่ให้กับตัวสินค้า เช่น ข้าวแต๋น  หากเรามีการทำแพ็คเก็ตให้อยู่ในรูปแบบเป็นกล่องและสร้างสตอรี่ให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งปกติเราอาจจะขายแค่กล่องละ 50 บาท  แต่ถ้าเราทำให้มันออกมาตามความต้องการของตลาดอาจจะขายได้ถึงกล่องล่ะ 700 – 800 บาท โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล จะถือว่าเป็นเรื่องปกติที่คนจะซื้อของในราคานี้

การสร้างแพ็คเก็ตและสตอรี่ถือว่ามีความสำคัญต่อตัวสินค้าเป็นอย่างมาก  เพราะการสร้างเรื่องราว หรือสร้างตัวอย่างให้เรื่องราวเชื่อมโยงกันได้นั้น  บางทีเรื่องราวที่มันไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ถ้าเราสามารถเอามาเชื่อมโยงกันได้ ก็จะทำให้สินค้ามีจุดขายมากขึ้น  และจุดสำคัญของการจะขายของในฮ่องกง ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะขายอะไร  แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ช่องทางในการจำหน่าย ว่าเราจะใช้ช่องทางอะไร 

ทุกวันนี้ คนฮ่องกงใช้สื่อออนไลน์กันเป็นจำนวนมาก และช่องทางออนไลน์ก็ถือเป็นช่องทางการตลาดอีกช่องทางหนึ่ง เพราะต้นทุนต่ำและทำได้ง่าย แต่ข้อเสียของมันก็คือ มีคู่แข่งเยอะ เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการจะทำอย่างไรให้สินค้าโดดเด่น  แตกต่าง  แล้วลูกค้าจะเข้ามาหาเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุดของการขายออนไลน์ในฮ่องกง ก็คือขั้นตอนการส่งสินค้า เช่น ถ้าเราบอกว่าสินค้าจะถึงมือลุกค้าภายใน 3 วัน ก้องทำให้ได้ภายใน 3 วัน และยังต้องมีการการันตีสินค้าด้วย เช่น สินค้าต้องถึงมือลุกค้าก่อน แล้วถ้าลูกค้าถูกใจถึงค่อยจ่ายเงิน  แต่เทคโนโลยีในการส่งสินค้าที่ฮ่องกงทุกวันนี้สามารถส่งไปที่เซเว่นท์ได้  โดยที่ลูกค้าระบุมาเลยว่าให้ไปส่งที่เซเว่นท์สาขาไหน  พอถึงเวลาที่กำหนด ลูกค้าก็ไปดูเอง ถ้าถูกใจถึงจะจ่ายเงิน นี่นับเป็นเทคโนโลยีการส่งสินค้าที่มีในประเทศฮ่องกง ที่เข้ามาช่วยในการขายของออนไลน์

 จากข้อมูลล่าสุดพบว่าการซื้อขายออนไลน์ของอ่องกงเติบโตขึ้นถึง 18 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว  และสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควรจำไว้ก็ คือ มันไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าจะขายอะไร แต่มันขึ้นอยู่ที่ว่าจะขายอย่างไร  นี่คือสิ่งที่ทูตพาณิชย์ประจำอ่องกง ได้กล่าวเอาไว้