สมาพันธ์เกษตรกรแห่งชาติอิตาลี (Coldiretti) ชี้ สถิติการนำเข้าน้ำมันปาล์มในอิตาลีที่เพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณเตือนในเรื่อง “การบุกรุกของผลิตภัณฑ์บ้านเกิดของน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ และอาหารเมดิเตอร์เรเนียน พร้อมชี้ให้เห็นมุมมองเรื่องสารอาหารและสิ่งแวดล้อม”
ในปัจจุบันประเทศไทย จะมีการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อทดแทนสินค้าเกษตรประเภทอื่น ๆ ที่มีราคาตกต่้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร และยังสามารถตอบสนองความต้องการและแนวโน้มตลาดโลก รวมถึงในอิตาลีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความนิยมในการเปลี่ยนมาใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากน้ำมันปาล์มสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ประกอบกับภาวะทางเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญ ส่งผลให้ผู้ประกอบการชาวอิตาเลียนเปลี่ยนมาใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบ จากเดิมที่เคยใช้เนยหรือน้ำมันมะกอก เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่ามาก
ทั้งนี้สมาพันธ์เกษตรกรแห่งชาติอิตาลี (Coldiretti) ชี้ สถิติการนำเข้าน้ำมันปาล์มในอิตาลีที่เพิ่มขึ้นถึง 19% ในด้านปริมาณเพิ่มสูงกว่า 1.7 พันล้านกิโลกรัมในปี 2557 ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตัวเลขการนำเข้านี้ เป็นสัญญาณเตือนในเรื่อง “การบุกรุกของผลิตภัณฑ์ในพื้นที่บ้านเกิดของน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ และอาหารเมดิเตอร์เรเนียน พร้อมชี้ให้เห็นมุมมองเรื่องสารอาหารและสิ่งแวดล้อม” เนื่องจาก น้ำมันปาล์มที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ และมีแนวโน้มที่จะเข้ามาแทนที่ไขมันที่บริสุทธิ์กว่าเกือบทุกประเภท เช่นในอาหารสำหรับเด็ก บิสกิต คุกกี้ เค้ก อาหารว่าง แม้กระทั่งในนมสำหรับเด็กแรกเกิด ซึ่งในอิตาลีมีปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 10 เท่า ในช่วง 15 ปีหลัง แต่อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ว่าจะรับสินค้าที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มหรือไม่ เพราะปัจจุบัน สามารถตรวจสอบได้บนฉลาก
ความกังวลในเรื่องสุขภาพนั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องของไขมันอิ่มตัว ในด้านสิ่งแวดล้อมมากจากปัจจัยในเรื่องของการพัฒนาของลำดับน้ำมันปาล์มซึ่งเกี่ยวโยงกับการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ป่าขนาดใหญ่และการบุกรุกแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติ การเคลื่อนไหวต่อต้านเกิดขึ้นไม่เพียงแต่ในกลุ่มเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลงชื่อร้องเรียนโดยหนังสือพิมพ์ออนไลน์Il fatto alimentare และ Great Italian Food Trade ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ Change.org ซึ่งถึงขณะนี้ สามารถรวบรวมชื่อผู้สนับสนุนได้กว่ำ 104,000 ราย นอกจากนี้ยังได้เชิญชวนให้บริษัทผู้ผลิตต่างๆ แทนที่การใช้น้ำมันปาล์มด้วยน้ำมันพืชอื่น ๆ ที่ไม่มีสารไฮโดรเจน หรือการใช้เนย กระแสดังกล่าวได้รับการตอบรับจากผู้กระจายสินค้ำขนาดใหญ่ คือ ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีสาขา 6 แห่ง (ได้แก่ Coop, Esselunga, Carrefour, Ikea, Ld discountและ Md market) ที่ประกาศว่าจะเลิกใช้น้ำมันปาล์มในสินค้ำแบรนด์ของตนเอง และบางแห่งได้เริ่มขายบิสกิต คุ้กกี้ และขนมปังกรอบที่ปราศจากส่วนประกอบของน้ำมันปาล์มอีกด้วย
การกดดันในเรื่องการใช้น้ำมันปาล์มยังจะเห็นได้จากกรณีการตัดสินใจของสหภาพยุโรปที่เรียกร้องให้องค์กรการค้าโลกมีการตั้งคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับภาษีการนำเข้าบางประการของรัสเซีย ที่มีการนำเข้าหลายผลิตภัณฑ์มากเกินไป รวมถึงน้ำมันปาล์ม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สหภาพยุโรปตัดสินใจเข้าแทรกแซงเพื่อการเพิ่มนำเข้าสินค้ำที่มีคุณภาพน่าสงสัย และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับสินค้าอื่น เช่น เนยและน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ซึ่งใช้แทนที่ในของหวาน พิซซ่า เบเกอรี่ อุตสาหกรรมและหัตถกรรม
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาถึงปัจจัยในเรื่องการเคลื่อนไหวต่อต้านการใช้น้ำมันปาล์มของนักอนุรักษ์หลายกลุ่ม อาทิการออกแคมเปญรณรงค์ของ Green Peace เกี่ยวกับเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการทำอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ทำให้บริษัทผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ในอิตาลีให้ความสนใจในเรื่องนี้ เป็นอย่างมากและอาจลดการใช้น้ำมันปาล์มลง จึงอาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าดังกล่าวของอิตาลีได้