แนวคิดทายาท PP Packaging ต่อการสืบทอดธุรกิจครอบครัว


แนวคิดที่ไม่เหมือนใครใช่ว่าเราจะแตกต่างไปจากคนอื่น ดังนั้นในเรื่องของธุรกิจก็เช่นเดียวกัน กว่าจะผ่านมาได้แต่ละจุดต้องพบเจออุปสรรคด้วยกันทั้งนั้น เฉกเช่นธุรกิจแพ็คเกจจิ้งพลาสติกโฟมนี้ที่คุณพลเทพ มาศรังสรรค์ ได้ลงแรงกายเพื่อพิชิตใจลูกน้องจนสำเร็จ แต่บทพิสูจน์การทำงานในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร มาอ่านเรื่องราวนี้เพื่อเป็นแรกใจในการทำธุรกิจของคุณกันค่ะ

คุณพลเทพ มาศรังสรรค์ ซึ่งเป็นน้องคนเล็กของทายาทธุรกิจแพ็คเกจจิ้งพลาสติกโฟม (PP Packaging ) ได้เล่าว่า “ธุรกิจนี้ได้ทำมา 20 กว่าปีแล้ว เริ่มบุกเบิกธุรกิจโดยลุงใหญ่ และเคยทำธุรกิจล้มมาก่อนจึงหนีหนี้ไปอยู่ฮ่องกงสักพัก แต่ด้วยความที่ลุงใหญ่เป็นคนใจสู้ก็กลับมาสู้ใหม่ จนปัจจุบันธุรกิจมียอดขายอยู่ที่ปีละ 400 กว่าล้านแล้ว ทั้งนี้ครอบครัวผมเป็นครอบครัวใหญ่ จึงมีระบบการจัดการญาติที่เป็นแบบแผน ดังนั้นทุกคนจะมีหมายเลขประจำตัวทุกคน อย่างรุ่น First Generation มี 7 คน ก็จะมีเบอร์ 1 – 7 พอเป็นรุ่น Second Generation ซึ่งผมเป็นลูกของพี่น้องคนที่ 7 คุณแม่ผมเป็นเบอร์ 7 ผมก็เป็นเบอร์ 7.2 รวมไปถึงในปัจจุบันรุ่นเจเนอร์เรชั่นแรก 5 คนยังอยู่ เจเนอร์เรชั่นที่สองเข้าไปแล้วประมาณ 6 คน แต่ละคนก็เข้าไปช่วยในส่วนหลัก ๆ ของธุรกิจ ส่วนตัวผมตอนนั้นกำลังเรียนปริญญาโทอยู่ที่วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วก็ทำงานอยู่ที่บริษัทน้ำอัดลมแห่งหนึ่ง แต่ก็เกรงใจบริษัทว่าเอาเวลาเขามานั่งทำรายงานส่งอาจารย์ ก็เลยออกไปทำที่บ้านแทน

ซึ่งตอนแรกได้เข้าไปบอกคุณลุงใหญ่ว่า ผมอยากมาเรียนรู้งาน อยากทำตั้งแต่ข้างล่างสุดไม่ขอรับตำแหน่งนะ เพราะเราอายุแค่ 24 เอง แต่ลุงใหญ่บอกว่าไม่ได้ มาทำงานก็ต้องมีตำแหน่ง ซึ่งปรากฏว่าได้เข้าไปนั่งตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด ในขณะที่เพิ่งเริ่มเรียนด้านมาร์เก็ตติ้งได้เพียงแค่ครึ่งปี แต่ด้วยก่อนหน้านี้เรียนประมงมา 4 ปีที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทำให้ไม่มีความรู้ด้านมาร์เก็ตติ้งเลย ก็อาศัยว่าตัวเองอ่านหนังสือเยอะ แล้วสักถามเยอะ พร้อมกับคุยกับคนเยอะจึงพอมีความรู้บ้าง”

คุณพลเทพ เล่าต่อว่า “สำหรับสิ่งที่ท้าทายอย่างแรกที่เข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัวคือลูกน้อง เพราะในแผนกมีลูกน้อง 12 คน ทุกคนอายุมากกว่า มีประสบการณ์มากกว่า ฉะนั้นเราไปพูดอะไร เขาก็ไม่ฟัง แต่ด้วยผมเป็นหลานเฮีย พวกเขาจึงฟังที่เราพูด แต่เนื่องจากประสบการณ์ผมเคยเป็นลูกน้องมาก่อน จึงรู้ว่าลูกน้องไม่ชอบเจ้านายแบบไหน โดยอาศัยว่าเราเป็นเพื่อนเขา ทำงานร่วมกัน คุณเหนื่อยผมเหนื่อย และทุกเที่ยงก่อนเริ่มประชุมบ่ายโมง ผมจะไปกินข้าวกับพวกเขา บางทีก็สั่งจากข้างนอกมาเลี้ยงเขา เพราะเราอยากรู้ว่านอกเหนือจากเรื่องงานแล้ว เขารู้สึกอย่างไร เขาทำงานแล้วชีวิตเขามีความสุขไหม ทุกข์อะไร มีปัญหาอะไร ก็เลยทำให้ผมได้ใจเขามากขึ้น เนื่องด้วยความที่เราเป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง เข้าไปทำงานอยู่ปีกว่านำเสนอโปรเจ็กต์ไปกลับไม่ผ่านผู้ใหญ่เลย ส่วนมากโปรเจ็กต์ที่ผ่านคือโปรเจ็กต์ที่ไม่เสียเงิน ซึ่งตอนนี้ก็ได้ทำพลาสติกแจกทุกปี นี่ก็เป็นโปรเจ็กต์แรกที่ผ่าน”

“นอกจากนี้การบริหารธุรกิจในรูปแบบครอบครัว ซึ่งผมเป็นน้องคนเล็กสุดเบอร์ 7.2 ทุกคนก็มองเราเป็นน้อง และองค์กรใหญ่ ๆ เวลาประชุมกันก็ทะเลาะโต้เถียงกัน แต่พอออกมานอกห้องก็นั่งกินข้าวต้มด้วยกันเหมือนเดิม แต่พอผมทำบ้าง ถึงเวลาประชุมก็ตบโต๊ะทะเลาะเลย ปรากฏว่าโดยเจ๊ด่า เฮียด่า อะไรของลื้อ อ้าว…วัฒนธรรมองค์กรไม่เหมือนกันจึงทำให้มีปัญหา พออดทนทำงานอยู่หนึ่งปีครึ่งจนจบปริญญาโทก็เลยเปิดใจคุยกับลุงใหญ่ขอออกไปทำงานข้างนอก ลุงใหญ่ก็อนุญาตเพื่อที่จะหาประสบการณ์ในการทำงานก่อนที่จะกลับเข้าไปช่วยกิจการครอบครัวอีกครั้ง และลุงใหญ่ได้ให้แนวคิดว่า การออกไปหาประสบการณ์ก่อนก็เปรียบเป็นอีกแขนขาหนึ่งที่จะมาต่อยอดให้กับบริษัท ซึ่งตัวผมเองมีคติประจำใจ คือ เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้อะไร เพราะโลกมันกว้างมาก สมมติเราอ่านหนังสือในห้องสมุดไปแล้ว 10 เล่ม แต่ทุกวันที่เราอ่านไปหนึ่งเล่ม มันมีอีกเล่มหนึ่งโผล่ขึ้นมา เราจะไล่ตามอ่านทุกวันก็อ่านไม่ทัน และพอได้ออกมาหาประสบการณ์ข้างนอกผมจึงได้ทำงานที่ต้องการ ยังไม่ได้กลับเข้าไปช่วยงานที่บ้านเลย

ซึ่งตอนนี้ผมทำงานอยู่ที่บริษัท Know EDGE ซึ่งเป็นความฝันที่อยากเป็นคอนซัลท์ แต่พอได้ทำเคสลูกค้ารายแรก และในตอนนั้นอายุแค่ 25 ปี ทำให้รู้ว่าประสบการณ์น้อยมาก เพราะเรามีแต่ทฤษฎี พอไปเจอของจริงมันไม่สวยหรูอย่างที่คิด เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าเวลาคนทำจริงเขามีกลยุทธ์อะไรบ้าง เขาซ่อนอะไรอยู่บ้าง ก็ยิ่งตอกย้ำสิ่งที่คิดว่า เราไม่รู้จริงๆว่าเราไม่รู้อะไร และตอนนี้ก็จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเลื่อย ๆ  ก่อนที่จะเข้าไปช่วยกิจการครอบครัวอย่างเต็มตัวอีกครั้ง”