HSBC เผยกิจกรรมการผลิตจีนลดต่ำสุดในรอบ 1 ปี


ผลการสำรวจของธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) พบว่ากิจกรรมภาคการผลิตจีนในเดือนเมษายน ตกลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปี แม้รัฐบาลจีนจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ 

วอลสตรีทเจอนัลด์ รายงานว่า ความอ่อนแอที่อ่านได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมของจีน (HSBC China PMI) ที่จัดทำโดยธนาคารเอชเอสบีซี แสดงว่า เศรษฐกิจจีนเริ่มต้นในไตรมาสสองด้วยความอ่อนแอ หลังจากไตรมาสแรก จีดีพีรายไตรมาสเติบโตช้าสุดในรอบ 6 ปี ทั้งนี้ดัชนีพีเอ็มไอเบื้องต้นอยู่ที่ 49.2 ลดลงจาก 49.6 ในเดือนมีนาคม และยังอยู่ในแดนลบท่ามกลางดีมานด์ในประเทศที่ฝืดเคือง และการส่งออกที่หดตัว โดยตัวเลขที่ต่ำกว่าระดับ 50 แสดงว่า หดตัวจากเดือนก่อน ขณะที่ตัวเลขเหนือ 50 แสดงว่าขยายตัว

นาย Qu Hongbin นักเศรษฐศาสตร์ของเอชเอสบีซี กล่าวในแถลงการณ์ว่า สภาพปฏิบัติการในเซ็คเตอร์การผลิตของจีนได้ถดถอยลงเล็กน้อยเป็นเดือนที่สองติดกันในเดือนเมษายน โดยนาย Qu กล่าวถึงเหตุผลว่ามาจากดีมานด์ที่อ่อนแอ, แรงกดดันภาวะเงินฝืดที่เพิ่มขึ้นในภาคการผลิต โดยทั้งราคา input และ output ได้ตกลงในอัตราที่รวดเร็ว 

จากผลการสำรวจยังพบว่า ภาคการผลิตยังเลิกจ้างพนักงานติดกันเป็นเดือนที่ 18 แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจีนต้องเจอกับอุปสรรคในการบรรลุเป้าหมายที่จะสร้างงานใหม่ในเมือง (urban jobs) 10 ล้านตำแหน่งงานในปีนี้  ทั้งนี้เศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกขยายตัว 7% จากปีก่อน และนักเศรษฐศาสตร์บางราย กล่าวว่า ปักกิ่งอาจจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโต 7% สำหรับทั้งปี 2558

การเติบโตผลผลิตอุตสาหกรรมได้ลดต่ำลงในเดือนมีนาคม สู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2551 และการส่งออกก็หดตัวลง 15% จากปีก่อน โดยรัฐบาลจีนได้พยายามใช้หลายมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน, นำเสนอการยกเว้นภาษี และเร่งคืนเงินภาษีส่งออก (export duty rebates) นอกจากนั้น ธนาคารกลางจีนได้ลดดอกเบี้ยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และในวันอาทิตย์ที่ผ่านามา แบงก์ชาติจีนได้ปรับลดอัตราการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้นจากเงินฝากของธนาคาร

นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน ก็ได้เรียกร้องให้ธนาคารลดต้นทุนการกู้ยืมให้บริษัทที่กำลังประสบความยากลำบากและปล่อยสินเชื่อมากขึ้นให้แก่บริษัทขนาดเล็ก ทางด้านนาย Prakash Sakpal นักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็นจีที่สิงคโปร์ กล่าวว่า ข้อมูลที่เห็นแสดงว่าไตรมาสสองอาจจะอ่อนแอ และต้องใช้เวลากว่าที่มาตรการกระตุ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ

เครดิตภาพจาก www.marketwatch.com