FDI ของอินโดนีเซียเพิ่มสูงขึ้น 14% ในไตรมาสแรก


การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI-foreign direct investment) ในอินโดนีเซียเติบโต 14% ในไตมาสแรก โดยอุตสาหกรรมเหมือง, อาหาร และบริการสาธารณะ นับเป็นอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์สูงสุดจาก FDI

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า คณะกรรมการประสานงานการลงทุน หรือบีเคพีเอ็ม (BKPM) กล่าวในวันอังคารว่า อินโดนีเซียดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศได้ 82.1 ล้านล้านรูเปียห์ หรือ 6.32 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก โดยตัวเลขนี้ไม่นับรวมเซ็คเตอร์ธนาคาร, น้ำมันและก๊าซ เพิ่มสูงขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้น 10.5% ในไตรมาสสี่ในปีที่แล้ว

ในเดือนมกราคม นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียได้ทำการปฏิรูประบบราชการในการขอรับไลเซ่นส์การลงทุน ทำให้คณะกรรมการประสานงานการลงทุนทำหน้าที่วันสต๊อปช็อป (one-stop shop) สำหรับการขอรับไลเซ่นส์ที่จำเป็นทั้งหมด นาย Franky Sibarani หัวหน้าของบีเคพีเอ็ม กล่าวว่า การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และแพ็คเกจแรงจูงใจทางภาษีใหม่ที่นำเสนอในเดือนเมษายน จะช่วยกระตุ้นการลงทุนในไตรมาสข้างหน้า

นาย Sibarani  กล่าวว่า เราจะทำการกระตุ้นสิ่งต่างๆ รวมถึงกระบวนการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และนำเสนอมาตรการจูงใจทางภาษีให้กับแต่ละเซ็คเตอร์ ซึ่งควรจะช่วยให้การลงทุนขยายตัวจากทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม นาย Destry Damayanti หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารแมนดิรี กล่าวว่า การกระตุ้นการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศจะเจอปัญหา โดยอ้างถึงการทบทวนตรวจสอบในทางตุลาการ (judicial review) สำหรับกฏหมายการลงทุนในปี 2550 โดย Muhammadiyah องค์กรมุสลิมที่มีสมาชิก 30 ล้านคน

ทั้งนี้รัฐบาลของนายวิโดโดต้องการปรับเปลี่ยนโมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย โดยต้องการทำให้พึ่งพิงการลงทุนเพิ่มมากขึ้น จากแต่เดิมที่เน้นไปที่การบริโภคในประเทศ โดยรัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าจีดีพีขยายตัวเฉลี่ย 7% ของระยะเวลา 5 ปีในเทอมการปฏิบัติหน้าที่

ในไตรมาสแรกของปีนี้ อุตสาหกรรมเหมือง, อาหาร และบริการสาธารณะ (utilities) นับเป็นอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ หากดูจากประเทศที่มาลงทุน ประเทศสิงคโปร์คือประเทศที่เข้ามาลงทุนเอฟดีไอสูงที่สุดในอินโดนีเซีย ตามด้วยญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

เครดิตภาพจาก www.indonesia-investments.com