ลงทุนอาเซียนต้องมี Form D


          การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าภายในภูมิภาค  และมีการเข้าไปลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้แรงงานมีงานทำ ลดภาวะการว่างงาน รวมถึงมีเงินทุนหมุนเวียนได้อย่างเสรี ลดอุปสรรคด้านการส่งออก – นำเข้า และเพิ่มขีดความสามารถในการต่อรองการค้ากับนานาประเทศ

         ทั้งนี้ภาษีนำเข้าสินค้า และอุปสรรคในการนำเข้าจะหมดไปในตลาดอาเซียน การขจัดภาษีนำเข้าสินค้าภายใต้ ATIGA ในวันที่ 1 มกราคม 2553 อาเซียน-6 ได้มีการลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอาเซียน เป็นศูนย์ และภายในปี 2558 CLMV ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอาเซียน เป็นศูนย์ ยกเว้น สินค้าอ่อนไหว (Sensitive List) ภาษีไม่ได้เป็น 0% แต่ต้องไม่เกิน 5% ซึ่งสินค้าในรายการอ่อนไหวสูง ให้กำหนดภาษีได้เป็นพิเศษ แต่ต้องลดในระดับที่สมาชิกยอมรับได้

         สำหรับการยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าสำหรับสินค้าที่ได้จากสมาชิก AEC อาเซียนเสรีการค้า ผู้ประกอบการต้องรู้จักกับ Form D ซึ่งเป็นหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกไปยังประเทศอาเซียนต้องยื่น Form D เพื่อขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีศุลกากร ภายใต้ข้อตกลง  CEPT (Common Effective Preferential Tariff)  หรืออัตราภาษีศุลกากรพิเศษที่เท่ากัน เป็นการลดอัตราภาษีศุลกากรแก่สินค้าที่นำเข้าระหว่างกันของประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA) 10 ประเทศ  ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย  มาเลเซีย  ฟิลิปปินส์  สิงคโปร์  ไทย  เวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา

 

วิธีขอ Form D                                       

1. ผู้ประกอบการต้องทราบก่อนว่า สินค้าที่ต้องการส่งออกนั้นอยู่ในพิกัดศุลกากรใด หรือสินค้าอยู่ในรายการที่ได้รับสิทธิพิเศษหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่ www.dft.go.th

2.  สินค้าผลิตถูกต้องตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าหรือไม่ ซึ่งกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าของอาเซียนแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

2.1 สินค้าที่ผลิตขึ้นโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด (Wholly obtained)

2.2 สินค้าที่ไม่ได้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด (Not Wholly obtained )

3.  ยื่นคำร้องขอหนังสือรับรอง ฯ Form D โดยผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอหนังสือรับรองฯ Form D พร้อมหนังสือรับรอง Form D ที่มีข้อมูลถูกต้องครบถ้วน ต่อหน่วยงานที่มีอำนาจออกหนังสือรับรองฯ ของกรมการค้าต่างประเทศ  โดยมีเอกสารประกอบดังนี้

3.1 เอกสารประกอบด้วย ใบกำกับสินค้า

3.2  ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading – B/L) หรือใบรับขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Waybill) หรือเอกสารแสดงการขนส่งสินค้าอื่นๆ

4.  หากสินค้าที่ผู้ประกอบการต้องการส่งออกเป็นสิ่งทอ ในพิกัด 50 – 63 ต้องแนบหนังสือรับรองอัตราส่วนต้นทุนการผลิตสินค้าทั่วไปและหนังสือรับรองรายละเอียดขั้นตอนการผลิตสินค้าสิ่งทอไปด้วย

5.  กรณีเป็นสินค้าภายใต้พิกัดตอนที่ 25-97 ต้องแสดงหนังสือแจ้งผลการตรวจคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิดเพื่อขอใช้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากร