อินโดนีเซียเล็งเงินเฟ้อต่ำเพิ่มความสามารถเชิงแข่งขัน


อินโดนีเซียต้องการทำให้เงินเฟ้อต่ำลงในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศอื่นในอาเซียน เพื่อเพิ่มความสามารถเชิงแข่งขัน 

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า นายอากุส มาร์โตวาร์โดโจ ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย กล่าวว่า ธนาคารกลางตั้งเป้าที่จะลดอัตราเงินเฟ้อสู่ 2.5-4.5% ในปี 2561 จากเป้าหมาย 3-5% ในปีนี้ โดยนายอากุส กล่าวว่า อินโดนีเซียต้องการลดเงินเฟ้อให้ต่ำลงอีกในอนาคต โดยต้องการให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์และประเทศไทย

สิงคโปร์ได้รายงานเงินฝืดในเดือนเมษายน โดยราคาผู้บริโภคลดลง 0.5% จากปีก่อน ขณะที่เงินเฟ้อรายปีของมาเลเซียอยู่ที่ 1.8% และเงินเฟ้อรายปีของฟิลิปปินส์อยู่ที่ 2.2% ทางด้านอินโดนีเซีย เงินเฟ้อที่เติบโตรวดเร็วที่ 6.8% ในเดือนเมษายน หมายถึง เงินรูเปียห์ต้องอ่อนค่า (nominal terms) เพื่อทำให้อัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงยังคงมีเสถียรภาพและการส่งออกไม่เปลี่ยนไปสู่การไม่มีความสามารถเชิงแข่งขัน

แม้จนถึงปัจจุบัน เงินรูเปียห์จะลดลงประมาณ 6% เทียบกับดอลลาร์ ทำให้เป็นสกุลเงินที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่นักวิเคราะห์หลายรายกล่าวว่า รูเปียห์ก็ยังคงแข็งค่าเทียบกับสกุลเงินอื่นๆของคู่ค้า หลังจากคิดรวมเงินเฟ้อเข้าไปแล้ว

นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า โลจิสติกส์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ, การขึ้นค่าแรง, การกำหนดราคาสินค้าโดยรัฐบาล (price fixing) และการขับเคลื่อนไปสู่การพึ่งพาตนเอง นับเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ทำให้เงินเฟ้อของอินโดนีเซียเติบโตอย่างรวดเร็วเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแก่และอยู่ในสภาพไม่ดี เพื่อทำให้การขนส่งมีราคาถูกลงและลดต้นทุนของอาหารและสินค้าอื่นๆ โดยงบประมาณแรกในเดือนกุมภาพันธ์ นายวิโดโดได้จัดสรรเงินจำนวน 290 ล้านล้านรูเปียห์ หรือ 21,960 ล้านดอลลาร์สำหรับการใช้จ่ายเงินทุน (capital spending)

เครดิตภาพจาก www.bloomberg.com