เปิดตลาด SMEs ไทย เติบโตได้ในตลาดจีน


          สำนักงานส่งเสิรมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงานสัมมนา เปิดตลาด SMEs ไทย เติบโตได้ในตลาดจีน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่สนใจตลาดจีน มารับรู้ข้อมูลการประกอบธุรกิจ โดยกูรูที่เชี่ยวชาญโดยตรงกับประเทศจีน และนักธุรกิจไทยที่รู้ช่องทางการลงทุนในประเทศจีน

          เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2558 สำนักงานส่งเสิรมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงานสัมมนา เปิดตลาด SMEs ไทย เติบโตได้ในตลาดจีน ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารเดอะคอนเนคชั่น ถ.รัชดาภิเษก โดยมี ดร.เรวัต  ฟินดี้  รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง  สำนักงานส่งเสิรมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้กล่าวเปิดงานในหัวข้อกลยุทธ์การรุกตลาดจีน ว่า “ทุก ๆ ท่านคงทราบกันดีว่าไทย และจีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่มาก และมีส่วนผลักดันเศรษฐกิจในหลายด้าน เรียกได้ว่าไทยสามารถพึ่งพาอาศัยจีนเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตไปตามกันไป โดยประเทศจีนเปรียบเสมือนพี่เลี้ยงที่จะเกื้อหนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป ดังนั้นผู้ประกอบการควรจะศึกษาการเข้าไปลงทุนว่าจะสามารถลงทุนอย่างไรได้บ้าง อีกทั้งจีนนั้นไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นเพื่อนของเราที่จะเกื้อหนุนต่อกัน ทั้งนี้เราต้องคำนึงด้วยว่าเราต้องมีกำไรจากการลงทุน และควรศึกษาคู่แข่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ เราจะมีพี่เลี้ยงที่จะพาเราดำเนินไป”

         คุณพิษณุ เหรียญมหาศาล หรือ “มิสเตอร์ไชน่า” (อดีตรองปลัดกระทรวงพาณิชย์) ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์อาเซียน-จีนศึกษา สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญข้อมูลเกี่ยวกับ และเส้นทางการค้าสู่ประเทศจีน เพื่อเล็งเห็นโอกาสรวมทั้งช่องทางในการขยายธุรกิจเชื่อมโยงกับประเทศจีน ว่า “ตำราของ Li Tieying (2011) อธิบายความเป็นมาของการปฏิรูปอุตสาหกรรมจีน คือ ภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1949 ถึงปี ค.ศ. 1978 ปีที่จีนเริ่มใช้นโยบายเปิดประเทศ (Open Door Policy) รวมเป็นช่วงเวลาที่จีนอยู่ภายใต้เศรษฐกิจสังคมนิยมที่มีการวางแผนจากส่วนกลาง กล่าวได้ว่า ในด้านอุตสาหกรรมจีนได้เปิดฉากเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมหนักภายใต้นโยบาย Big Push ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 เป็นไปตามนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมหนักภายใต้ระบอบสังคมนิยม ขณะที่อุตสาหกรรมเบา หรือ SMEs (Small and Medium Enterprises) รัฐบาลไม่ได้เน้นให้ความสำคัญเท่าอุตสาหกรรมหนัก เกิดความแตกต่างในนโยบายคือ มีการสร้างโรงงานใหม่ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น แต่โรงงานขนาดเล็กมีลักษณะเก่า เครื่องจักรเครื่องกลล้าสมัย และมีกระจายอยู่ตามเมืองในมณฑลต่าง ๆ ที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพต่ำ ขณะที่ยังมีโรงงานขนาดเล็กอีกประเภทหนึ่งในเมืองชนบท และชุมชน เรียกกิจการ หรือโรงงานเหล่านี้ว่า Township and Villages หรือ TVEs ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วทุกเมืองชนบทและหมู่บ้านของทุกมณฑลในจีน อย่างไรก็ตาม ทั้งโรงงานอุตสาหกรรมหนัก SMEs และ TVEs ของจีนภายใต้เศรษฐกิจสังคมนิยมนั้น ต่างก็เป็นกิจการของรัฐที่เรียกว่า รัฐวิสาหกิจ หรือ State Owned Enterprises (SOEs)

         ในด้าน SMEs ดีที่สุดของ เวินโจว ที่มีความเป็นมาคือ นักธุรกิจเวินโจวมีลักษณะวิ่งออกไป ชอบเสี่ยงโชคธุรกิจการค้าขายในต่างประเทศ สำหรับ SMEs ดีที่สุดในโลก ชาวเวินโจว พบว่า SMEs ดีที่สุดอยู่ในบริเวณยุโรปทางใต้ ได้แก่ อิตาลี ผรั่งเศส เยอรมันตอนใต้และสเปน ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ดังนั้นชาวเวินโจวจึงเดินทางสู่ยุโยปลักษณะ เสื่อผืน หมอนใบ มุ่งขุดทองในยุโรป ในปลายทศวรรษ 1990s โดยมีจุดมุ่งหมายคือ การสร้างธุรกิจ SMEs ในยุโรปได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ยังสามารถเข้าดำเนินการเป็นเจ้าของ SMEs ในประเทศยุโรปทางใต้ดังกล่าวได้สำเร็จ โดยเฉพาะการประกอบกิจการโรงงานผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มด้วยการออกแบบ เพิ่มในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป พร้อม ๆ กับการร่วมทุนประกอบธุรกิจ SMEs ในยุโรปทางใต้ได้สำเร็จ

          มณฑลที่มีศักยภาพโดดเด่นในการพัฒนา SMEs ในจีน ที่สามารถประสบความสำเร็จในฐานะมณฑลที่มีอุตสาหกรรมเบาเบื้องต้น ได้มากที่สุดในจีน ประกอบด้วย มณฑลกวางตง โดยมีอุตสาหกรรมเบาเบื้องต้นมากที่สุดในจีน สมารถผลิตสินค้าหลากหลายประเภท และพัฒนาคุณภาพสินค้าขึ้นตามความต้องการของตลาดต่างประเทศได้มากที่สุด ขณะที่อีก 2 มณฑล คือ เจ้อเจียง และเจียงซู ถือว่าเป็น SMEs คุณภาพสูงของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณี SMEs สินค้า Hight end ในบริเวณ 2 มณฑลนี้ถือว่ามีชื่อเสียงที่สุด

          อย่างไรก็ตาม การพัฒนา SMEs ใน 3 มณฑลดังกล่าวข้างต้น มีรูปแบบแนวทางการพัฒนาที่แตกต่างกัน โดยการพัฒนา SMEs ในมณฑลกวางตง มีรูปแบบเชิงสัญลักษณ์ ที่ผู้ลงทุนต่างประเทศนำโรงงาน SMEs เข้ามาตั้งในจีนเอง และเข้ามาบริหารงานเองเต็มที่ กวางตงถือเป็นมณฑลที่นักลงทุนของไต้หวัน และฮ่องกงเข้ามาลงทุนได้ง่ายและมากที่สุด ด้วยการยกโรงงานมาไว้ในเมืองต่าง ๆ ของกวางตง ซึ่งรวมถึงมณฑลยูเจี้ยนด้วย โรงงานส่วนใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในจีน มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่ง ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งปัจจุบันก็เป็น SMEs ต่างชาติตามที่คาดไว้ เพราะคนจีนมีฐานะดีขึ้น หันมาใช้สินค้าคุณภาพมากขึ้น ซึ่ง SMEs ต่างชาติดังกล่าวสามารถปรับขยายสนองความต้องการได้ทันการ”