อาลีบาบาแต่งตั้งเว็บเนติกส์เป็นตัวแทนจำหน่ายรายที่สอง มุ่งเจาะเอสเอ็มอีไทยที่เป็นผู้ส่งออก ชี้มีดีมานด์สูงในอาหาร-เครื่องดื่ม, สินค้าเกษตรกรรม, เสื้อผ้า, ผลิตภัณฑ์ความงามของไทย เผยเตรียมจัดงานจับคู่ธุรกิจสเกลใหญ่ช่วงปลายปีนี้
นายโธมัส โฮ (Thomas Ho) ผู้จัดการประจำประเทศไทย อาลีบาบาดอทคอม (Alibaba.com) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความสำคัญและมีศักยภาพต่ออาลีบาบาด้วยเหตุผลหลายประการ ข้อแรก ผู้ซื้อจำนวนเพิ่มขึ้นมีความต้องการจะหาซื้อสินค้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (sourcing demand) ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย, เวียดนาม, อินโดนีเซียและประเทศไทย อาลีบาบาจึงตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อ (Buyer)
ทั้งนี้ในอดีตการจัดหาซื้อสินค้า (sourcing) จะมุ่งไปที่ประเทศจีนเป็นส่วนมาก เนื่องจากราคาสินค้าในจีนอยู่ในระดับที่มีเหตุผล แต่โลกก็เปลี่ยนไป ผู้ซื้อในปัจจุบันต้องการหาสินค้าที่มีราคาสมเหตุสมผล และเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง หรืออย่างน้อยมีคุณภาพในระดับสมเหตุสมผล นอกจากนั้น ค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้น ก็ทำให้ผู้ซื้อต่างชาติต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นในการซื้อสินค้าในจีน นั่นเป็นสองเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้ซื้อได้เปลี่ยนการจัดซื้อบางส่วนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย
ตลาดไทยยังน่าสนใจสำหรับอาลีบาบา เนื่องจากอัตราการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของคนไทยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และอุตสาหกรรมบางกลุ่มในประเทศไทยก็มีความแข็งแกร่งและได้รับความนิยมมาก เช่น อาหารและเครื่องดื่ม, สินค้าเกษตรกรรม, เสื้อผ้า, ผลิตภัณฑ์ความงาม เป็นต้น
นายโธมัส โฮ กล่าวว่า บริษัทพยายามจะใช้วิธีที่รุกหนักมากขึ้น อย่างน้อยให้เอสเอ็มอีหรือผู้ซื้อรู้ว่าอีคอมเมิร์ซคืออะไร และอาลีบาบาและแพล็ตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะสามารถช่วยเอสเอ็มอีขยายตลาดได้อย่างไร ไม่เพียงแต่ตลาดในประเทศแต่ช่วยเอสเอ็มอีส่งออกสินค้าไปในต่างประเทศ
“นั่นเป็นเหตุผลที่เรามีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย (local resellers) ก่อนหน้านี้เรามีแต่บริการทางโทรศัพท์ให้สมาชิกของเราในไทย และเราก็ไม่สามารถให้บริการด้วยภาษาท้องถิ่นให้กับสมาชิก และนั่นเป็นเหตุผลว่าในปีนี้ เรารุกหนักขึ้นด้วยการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 2 รายในประเทศไทย โดยเว็บเนติกส์ (Webnatics) เป็นหนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของเรา เราพยายามจะสร้างความรู้ความเข้าใจและมีบริการที่ตอบสนองแก่สมาชิกในไทย (localized) ไม่ว่าจะเป็นในฝั่งผู้ซื้อหรือผู้ขาย” ผู้จัดการประจำประเทศไทย อาลีบาบาดอทคอม กล่าว
ปัจจุบันอาลีบาบาได้แต่งตั้งเรดดี้แพลนเน็ตกับเว็บเนติกส์ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของบริษัท (authorized reseller) ส่วนอนาคตจะมีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในไทยเพิ่มเติมอีกหรือไม่นั้น นายโธมัส โฮ กล่าวว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการยอมรับของตลาด ในปีแรกบริษัทพยายามทำธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่หากมีดีมานด์สูง อาลีบาบาก็อาจจะแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเติม
สำหรับแผนในการรุกตลาดไทย อาลีบาบาจะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการใช้อีคอมเมิร์ซ ผ่านการจัดเวิร์คช็อปแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนั้น บริษัทพยายามจะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อที่ต้องการจัดซื้อสินค้าในประเทศไทย โดยในอาลีบาบาดอทคอม จะมีเพจหรือช่องทางเฉพาะสำหรับประเทศไทย
นายโธมัส โฮ กล่าวว่า บริษัทจับกลุ่มเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ในประเทศไทย มีเอสเอ็มอี 2.7 ล้านราย แต่ผู้ส่งออก (active exporter) มีเพียงแค่ 15,000 ราย ตลาดไทยจึงมีศักยภาพสูงมากและมีดีมานด์มหาศาล
“เพียงแต่ว่าเอสเอ็มอีบางส่วนไม่รู้วิธีการส่งออก หรือพวกเขาไม่รู้วิธีที่มีประสิทธิภาพในการทำการส่งออก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมอาลีบาบาจึงอยู่ที่นี่ เราพยายามจะช่วยพวกเขา หรือนำเสนอวิธีที่มีประสิทธิภาพ วิธีที่ประหยัดในการทำการส่งออกในอินเตอร์เน็ต เรามองเห็นศักยภาพ แต่ถ้าถามผมถึงเรื่องแผน แผนหมายถึงในปีแรก เราไม่มีตัวเลขในเรื่องรายได้หรือกระทั่งจำนวนลูกค้า เราพยายามจะไม่ทำให้ทุกมิติเป็นเรื่องตัวเลข ในปีแรกเราพยายามจะสร้างความรู้ความเข้าใจก่อน มันอาจจะเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้ แต่สารของเราก็คือ อย่างน้อยทำให้พวกเขารู้ว่าอาลีบาบาคืออะไร B2B (Business to Business) คืออะไร อีคอมเมิร์ซคืออะไร นี่เป็นโฟกัสและลำดับความสำคัญในปีแรก”
สเต็ปแรกของอาลีบาบาในไทยจึงคือการ educate ตลาด สำหรับสเต็ปที่สอง บริษัทพยายามจะสร้างระบบนิเวศ (ecosystem) ในการทำธุรกิจ
นายโธมัส โฮ กล่าวว่า สำหรับ B2B อาลีบาบาคือแพล็ตฟอร์มที่ทำให้ซัพพลายเออร์มีวิธีการที่ง่ายดายในการค้นพบผู้ซื้อที่มีศักยภาพ (potential buyer) ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก หรือการซื้อขายในประเทศ บริษัทสามารถทำให้พวกเขาจับคู่กันได้
“แต่สำหรับสเต็ปที่สอง เอสเอ็มอีบางครั้งไม่มีความรู้เพียงพอในการทำการค้าขาย ดังนั้นในสเต็ปที่สอง เราพยายามที่จะแนะนำหรืออำนวยความสะดวกให้พวกเขาเกี่ยวกับโลจิสติกส์ หรือแม้กระทั่งภาคการเงิน นั่นเป็นเหตุผลว่าเราไม่ได้จับกลุ่มแค่ B2B แพล็ตฟอร์ม แต่เรามีโปรเจ็คส์พัฒนาธุรกิจในการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสถาบันการเงิน หรือผู้ให้บริการทางด้านโลจิสติกส์ พวกเขาคือพาร์ทเนอร์ของเราในการที่จะส่งมอบบริการเสริมให้แก่เอสเอ็มอี นี่คือบริการเสริมที่เพิ่มมูลค่าให้กับสมาชิกของเรา ดังนั้นพวกเขาสามารถจะมีความรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการทำอย่างไรให้มีไฟแนนเชียลโดยง่าย หรือมีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินการโลจิสติกส์”
สำหรับในช่วงปลายปีนี้ อาลีบาบายังเตรียมแผนจัดงานสเกลใหญ่สำหรับการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) โดยจะเชิญซัพพลายเออร์ที่เป็นสมาชิกระดับโกล์ดของบริษัท รวมถึงผู้ซื้อจากไทยและต่างประเทศในการเข้าร่วมอีเว้นท์จับคู่ทางธุรกิจ โดยจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 500 ราย ซึ่งแม้ออนไลน์จะมีความสะดวก แต่ก็เป็นแค่ก้าวแรกในการสื่อสารกันระหว่างซัพพลายเออร์และผู้ซื้อ การจัดอีเว้นท์จะทำให้ทั้งสองฝ่ายมาเจอและพูดคุยทางธุรกิจแบบเห็นหน้ากัน
ปัจจุบัน อาลีบาบามีผู้ใช้ที่ลงทะเบียน (registered users) ในไทยมากกว่า 570,000 ราย