ความเจริญก้าวหน้าของ “อินเดีย” ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน


       ถ้าพูดถึง “อินเดีย” คุณคิดถึงอะไรเป็นสิ่งแรก ? คงจะหนีไม่พ้น สังเวชนียสถาน แหล่งกำเนิดศาสนา อารยะธรรมที่เก่าแก่ของโลก ศาสตร์ และ ศิลป์ ที่สวยงาม ฯลฯ แต่ใครจะรู้บ้างว่า อินเดียนั้นมีความเจริญก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ไม่ว่าจะเป็น สภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในปัจจุบันที่มีการพัฒนา ส่งผลทำให้อินเดียนั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก

       ทำความรู้จักอินเดีย  : ประเทศอินเดีย มีชื่อทางการว่า “สาธารณรัฐอินเดีย”  ถือเป็นถิ่นกำเนิดของอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตั้งแต่สมัย 2,000 ถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล  เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก  ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียใต้  มีพื้นที่ 3,287,590 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 1,236 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยประชากร 80.5% นับถือศาสนาฮินดู 13.4% นับถือศาสนาอิสลาม 2.3% นับถือศาสนาคริสต์ 1.9% นับถือซิกค์ ที่เหลือเป็นศาสนาอื่นๆ  และมีภาษาพูดถึง 800 ภาษาโดยประมาณ

       กลยุทธ์ : การพัฒนาเศรษฐกิจของอินเดีย เริ่มต้นมาจากแนวทางสังคมนิยมในระยะแรกที่ได้เอกราชจากประเทศสหราชอาณาจักร ส่วนในปัจจุบันนี้มีการนำแนวความคิดเสรีนิยมหรือทุนนิยมมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจ และได้รับความสำเร็จอย่างยิ่ง และปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจอินเดียเติบโตได้สูงในปัจจุบัน ได้แก่ ภาคเกษตรที่เฟื่องฟู ทำให้ในปีที่ผ่านมาผลผลิตทางการเกษตรของอินเดียเพิ่มมากขึ้น และในส่วนของภาคอุตสาหกรรมและบริการขยายตัว เพราะการที่อินเดียมีนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นนั้น ทำให้บริษัทต่างประเทศเริ่มสนใจเข้ามาลงทุนในอินเดีย

       ภาวะเศรษฐกิจ : ในอดีตอินเดียใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมที่เน้นการพึ่งพาตนเอง โดยรัฐเป็นผู้ลงทุนในกิจการหลักๆ ของประเทศทั้งหมด ได้แก่ กิจการสาธารณูปโภคและสวัสดิการของประชาชน กิจการที่เป็นยุทธศาสตร์และความมั่นคงของประเทศ และอุตสาหกรรม แต่ก็ให้ความสำคัญในการสนับสนุนกิจการขนาดเล็กของเอกชนในด้านการค้า อินเดียจำกัด และห้ามนำเข้าสินค้าด้วยมาตรการกฎหมาย และกำแพงภาษี นอกจากนี้ ยังควบคุมการลงทุนอย่างเข้มงวด            

       ต่อมาอินเดียเริ่มผ่อนคลายมาตรการข้อจำกัดลง  เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤติการณ์นํ้ามัน และสงครามอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งทำให้ประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  ทำให้อินเดียต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตามเงื่อนไขการกู้เงินของ IMF โดยประกาศนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป และกำหนดมาตรการที่สำคัญ เช่น ลดการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ การปฏิรูปอัตราแลกเปลี่ยน เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นของต่างชาติ ลดการอุดหนุนการส่งออก และข้อจำกัดการนำเข้า และตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ  รวมทั้งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและระบบขนส่งให้ทันสมัย เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างชาติได้มากขึ้น

       ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดีย : รัฐบาลไทยได้เสริมสร้างความสัมพันธ์กับอินเดียในลักษณะหุ้นส่วนที่เข้มแข็ง (Enhanced Partnership) เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยไทยต้องการให้อินเดียมีบทบาทเพิ่มขึ้นในภาคเอเชียตะวันออก  เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ประชาคมเอเชีย  ไทยจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอินเดีย โดยคำนึงถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของอินเดีย ทั้งในแง่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและขนาดของตลาด ตลอดจนความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เพราะ อินเดีย มีตลาดสินค้าบริโภคขนาดใหญ่ อีกทั้ง มีศักยภาพด้านธุรกิจบริการ เทคโนโลยีสารสนเทศและอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และการเป็นศูนย์กลางการผลิตและการบริการของโลก

       สินค้าอาหารฮาลาลในอินเดีย : อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลก (ประมาณ 1,200 ล้านคน) ในจำนวนนี้ มีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามมากกว่า 160 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรมุสลิมทั่วโลก ซึ่งมีความต้องการที่จะบริโภคอาหารฮาลาลหรืออาหารที่ได้รับอนุญาตให้บริโภคได้ตามหลักศาสนาอิสลาม ตลาดสินค้าอาหารของอินเดียให้ความสำคัญ ในการนำเข้าสินค้าอาหารฮาลาลเป็นเช่นเดียวกับการนำเข้าสินค้าอาหารโดยทั่วไป สำหรับการระบุว่าสินค้าอาหารใดเป็นอาหารฮาลาล อินเดียมีองค์กรที่เกี่ยวข้อง คือ Halal India Pvt. Ltd. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลอินเดียในการตรวจสอบและให้การรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาลในประเทศอินเดีย และองค์กรดังกล่าวเป็นสมาชิกของ World Halal Congress ทั้งนี้ ไม่มีข้อบังคับว่าสินค้าฮาลาลจะต้องได้รับการรับรองหรือได้เครื่องหมายรับรองใดจึงจะสามารถวางจำหน่ายได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากองค์กรดังกล่าวได้มีการประสานงานและทำความตกลงร่วมกับคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ไว้แล้วตั้งแต่ปี2009 ผู้ประกอบการไทยที่มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเครื่องหมายรับรองฮาลาลที่ออกโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยแล้วก็สามารถขอรับการรับรองจากองค์กรดังกล่าวด้วยเช่นกัน

       สินค้านําเข้าจากอินเดียที่สําคัญ : ได้แก่  เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ อัญมณีและเครื่องประดับ ยางพารา  เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก และเหล็กกล้า  เป็นต้น

               สินค้าส่งออกของไทยที่สําคัญ :  ได้แก่  เครื่องเพชรพลอย อัญมณี  เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์  เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช  ส่วนประกอบและ อุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ด้ายและเส้นใย เป็นต้น

       สินค้าไทยที่มีศักยภาพ : ได้แก่ สินค้าอาหาร สิ่งปรุงแต่งรสอาหาร ผลไม้แปรรูป น้ำผลไม้ชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติกและผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง  เครื่องหนัง/หนังฟอก/รองเท้า/ทองรูปพรรณ (อินเดียบริโภคทองคำมากที่สุดในโลก) พลาสติก/เมลามีน ยาง/ผลิตภัณฑ์กระดาษ กล่องกระดาษ อลูมิเนียม  หม้อแปลง ลิฟต์ บันไดเลื่อน ไม้อัด ไม้ยางพารา ไฟเบอร์ บอร์ดกระดาษของเล่น/ของเล่นเพื่อการศึกษา เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์/ของใช้เด็ก โทรทัศน์  เครื่องใช้ไฟฟ้า พัดลม ตู้เย็น เครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องปรับอากาศ และเครื่องสำรองไฟฟ้า

        ธุรกิจยอดนิยม : รู้หรือไม่ว่า ? ธุรกิจด้านเทคโนโลยีเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมในอินเดีย ซึ่งมีความได้เปรียบของแหล่งลงทุนที่ชัดเจน อาทิ คอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ   การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และเวชภัณฑ์ การวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรกลและเคมีภัณฑ์ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น

        จุดเด่นอินเดีย :  อินเดียนับว่าเป็นแหล่งพลังงานธรรมชาติเช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้าพลังน้ำ  รวมทั้งเป็นแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลาย เช่น เหล็ก ไม้ผัก ผลไม้เครื่องเทศ ใบชา (ผลิตมากที่สุดในโลก) ยางพารา  (ผลิตมากที่ตรีปุระ) และ ด้านแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งความงามของธรรมชาติ  และมรดกทางวัฒนธรรม มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับไทย         ในส่วนของต้นทุนแรงงานก็ต่ำ    อีกทั้งพื้นที่ใกล้ไทย ซึ่งสามารถเชื่อมต่อเส้นทางอาเซียนไฮเวย์   และโครงการถนนสามฝ่ายได้ในอนาคต        

       จุดด้อยอินเดีย :  อินเดียมีปัญหาด้านความไม่สงบในพื้นที่ (อรณาจัลประเทศ  นากาแลนด์สิกขิม มิโซรัม และมานิปูร์)  ทำให้ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจต่ำในพื้นที่นั้น  โดยมีรายได้  ต่อหัว 12,470 รูปี  อีกทั้งยังขาดในเรื่องการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ ทางเศรษฐกิจ รวมถึงขาดแคลนด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ ในส่วนของเทคโนโลยีการเกษตรล้าสมัย มีการทำไร่เลื่อนลอย บริเวณพื้นที่เนินเขา และขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ

               สาขาการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับไทย

        1.การก่อสร้าง ถนน เขื่อน และโรงผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ                                                                                                      2.การท่องเที่ยว โรงแรม การจัดการท่องเที่ยว สายการบิน                                                                                                

        3. พลังงาน ไฟฟ้าพลังน้ำ ก๊าซธรรมชาติ การกลั่นน้ำมัน และ อุตสาหกรรมต่อเนื่อง                                                                                                

         4. อาหารแปรรูป ผัก ผลไม้สมุนไพร เครื่องเทศ

      หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งออกและลงทุนยังประเทศอินเดีย โปรดติดต่อ

       สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี

               Office : Thai Trade Center New Delhi

               Name : Mr. Jain Liamminful

               Position : Director

               Address : 7, Munirka Marg, Vasant Vihar, 110057

               City/state : New Delhi

               Country : India

              Tel : +9111 4326 8888

               Fax : +9111 4601 0405

               Email : [email protected],

              [email protected], ,

                [email protected],

               [email protected]