ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบไหน ซึ่งส่วนมากจะมองแค่ว่า วันนี้เราขายสินค้าได้เงินมา แล้วก็นำเงินส่วนนี้ไปซื้อสินค้ามาขายต่อ ถ้าหากคิดเช่นนี้นับว่าผิด ซึ่งวิธีการทำธุรกิจที่ดีต้องเริ่มจากการมองจุดเริ่มต้น เช่นลูกค้าคือใคร และสินค้า/บริการมีประโยชน์หรือไม่ ฉะนั้นเมื่อมีแผนกลยุทธ์ที่ดีก็จะนำไปสู่ความสำเร็จได้
คิดจะทำธุรกิจอย่ามองให้กว้าง ต้องมองให้แคบ ๆ ก่อน ซึ่งต้องกลับมามองตนเองก่อนว่า ธุรกิจของคุณคืออะไร เท่านั้น โดยคุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ ที่ปรึกษาด้านการวางแผนกลยุทธ์ การสร้างโมเดลทางการเงิน และการประเมินมูลค่ากิจการ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์จัดการธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพให้ sme ยุคใหม่ในงาน SMART SME EXPO 2015 ว่า “ถ้าหากมองในแง่ของธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ sme หรือ แฟรนไชส์ ทุกคนล้วนแล้วต้องการประสบความสำเร็จทั้งสิ้น ดังนั้นสิ่งสำคัญของการทำธุรกิจ คุณต้องแปรออกมาเป็นตัวเงินให้ได้ เพราะส่วนมากขายสินค้าได้เงินมา หลายคนมักจะนำเงินส่วนนั้นไปซื้อของมาขายต่อ ฉะนั้นการทำธุรกิจรูปแบบนี้ไม่ขอแนะนำ เพราะคุณต้องคิดหาจุดเริ่มต้นที่ดีก่อน ไม่เช่นนั้นธุรกิจอาจจะไม่สำริดผลได้”
กรอบกลยุทธ์การทำธุรกิจที่ควรเป็น
คุณเศรษฐพงศ์ เล่าถึงกรอบกลยุทธ์แบบ 360 องศาว่า “ซึ่งอย่างแรกเลย ต้องถามตนเองก่อนว่า ธุรกิจของคุณคืออะไร? ใครคือลูกค้าของคุณ? จุดเด่นในสินค้าและบริการของเราคืออะไร? แล้วการบริการของเราจะช่วยอะไรในธุรกิจนี้? อีกทั้งต้องคิดก่อนว่าคนที่ใช้สินค้าของเรานั้นคือใคร? เช่นต้องรู้ว่า เขากินอะไร เขาชอบอะไร เขาไม่ดูทีวีใช่ไหม เป็นต้น เมื่อนำข้อสงสัยเหล่านี้มาพิจารณาแล้ว ต่อมาค่อยดูช่องทางการขาย โดยศึกษาให้รอบคอบว่าเราจะใช้ช่องทางไหนที่จะสื่อสารกับกลุ่มลูกค้านี้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งต้องคิดต่ออีกว่า สิ่งที่จะนำเสนอให้ลูกค้าต้องเป็นแบบไหน เมื่อมีการเริ่มต้นเช่นนี้แล้ว ก็ง่ายสำหรับการก้าวสู่การหาวัตถุดิบและผลิตสินค้า/บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เมื่อผ่านการเริ่มต้นดังกล่าวมาแล้ว ต้องย้อนกลับมาดูสินค้าของตนเองอีกว่า มีคุณภาพมาตรฐานเหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าหรือไม่ รวมทั้งเมื่อนำสินค้าออกสู่ตลาดแล้ว ต้องคิดต่ออีกเช่นกันว่า มีต้นทุน และกำไรมากน้อยแค่ไหน ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นกรอบแผนกลยุทธ์ที่สำคัญ”
“การทำธุรกิจใช่ว่าจะมองแต่ภายในองค์กรเท่านั้น ซึ่งต้องดูสภาพแวดล้อมรอบด้านก่อน เช่น ปัจจัยภายนอกตอนนี้เศรษฐกิจเป็นอย่างไร เนื่องจากธุรกิจของคุณต้องวิ่งตามสถานการณ์นั้นให้ทัน อีกทั้งต้องตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อนำมาพัฒนาธุรกิจของคุณให้เกิดประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ สามารถนำมาประมวลผลได้ 5 ประการคือ 1.สามารถรู้ว่าใครเป็นลุกค้ากลุ่มเป้าหมาย 2.สามารถเข้าใจว่า พฤติกรรมลูกค้าเป็นอย่างไร 3. สามารถรู้กระแสลูกค้าว่าไปในทิศทางไหนแล้ว 4.สามารถรู้ใจว่าลูกค้าต้องการอะไร และ 5.สามารถรักษา(ใจ)ลูกค้าได้ยาวนาน”
ทฤษฎีการทำธุรกิจแบบยั่งยืน
การทำธุรกิจต้องจำแนกกลุ่มลูกค้าและตลาด ซึ่งคุณเศรษฐพงศ์เล่าว่า “ทฤษฎีการทำธุรกิจนั้น ต้องมาดูกลุ่มลูกค้าของธุรกิจว่าเป็นใคร เช่น ถ้าเป็นนักศึกษา โดยคุณต้องหาแหล่งหรือสถานที่ของกลุ่มคนเหล่านนั้นที่นิยมไป แล้วค่อยนำสินค้าไปแทรกช่องว่างตรงนั้นให้ได้ หรือถ้าหากคุณเลือกเป็นกลุ่มนักศึกษาแล้ว ก็ต้องกลับมาดูธุรกิจของคุณอีกเช่นเดิมว่า เขามีกำลังทรัพย์ที่จะซื้อสินค้าของคุณหรือไม่? ไม่เช่นนั้นสินค้าที่คุณปล่อยขายก็จะไร้ประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้การธุรกิจที่ดีต้องเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้ได้ เพื่อประเมินความพึงพอใจเกี่ยวกับสินค้าของตนเอง โดยการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า สำรวจความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นกลไกที่จะทำให้ธุรกิจเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งส่งผลต่อแนวทางที่จะพัฒนาสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสินค้ากับลูกค้าอีกด้วย เมื่อกระตุ้นความสัมพันธ์แล้ว ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ซึ่งต้องสร้างสินค้าให้เกิดความประทับใจ และลูกค้าก็จะเริ่มผูกพันกับสินค้าขึ้นเรื่อยๆ ที่เรียกได้ว่า คุณก็จะได้ฐานลูกค้ากลุ่มนี้มาครองแล้ว”
ทำธุรกิจต้องรู้ว่าจะคืนทุนเมื่อไร?
คุณเศรษฐพงศ์ เล่าว่า “คุณต้องมีแผนทางการเงิน โดยวิเคราะห์แผนการลงทุน ได้แก่ แหล่งที่มาและแหล่งใช้ไปของเงินทุน ซึ่งหากมีแผนเหล่านี้แล้ว ก็จะนำไปสู่การบริหารสต็อกสินค้า การบริการเงินสด รวมทั้งต้องรู้จักบันทึกรายรับรายจ่าย ว่าวันนี้ได้เงินเท่าไร มีกำไรหรือไม่ ซึ่งเมื่อทบทวนผลการดำเนินงานทั้งหมด ค่อยนำมาเปรียบเทียบเป้าหมายและประมูลค่ากิจการต่อไป ถ้าหากมีการจัดการเช่นนี้ธุรกิจของคุณก็จะสามารถอยู่ในตลาดได้ยาวนาน”
“เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจถ้าไม่มีความสุขอย่าทำ เนื่องจากเราต้องทำธุรกิจที่ตนเองชอบ ซึ่งจะส่งผลต่อการบริการลูกค้า อีกทั้งต้องเข้าใจเข้าถึงสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และสิ่งสำคัญต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งเสริมธุรกิจของคุณให้มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย”