จะเห็นได้ว่าธุรกิจแฟรนไชส์นั้นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ธุรกิจอะไรที่คนให้ความสนใจมากที่สุดในปัจจุบันนี้ และมีแนวโน้นเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งส่งผลทำให้เข้าสู่ตลาด AEC หลากหลายมากขึ้น คงหนีไม่พ้น แฟรนไซส์ด้านการศึกษาหรือที่เรารู้จักกันดีว่า โรงเรียนกวดวิชา นั่นเอง
“แฟรนไชส์การศึกษา…ดาวรุ่งพุ่งแรงต้อนรับ AEC” โดยอาจารย์ธนกร สังขรัตน์ รองนายกสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ ได้เล่าในงาน SMART SME EXPO 2015 ว่า ทุกประเทศให้ความสำคัญด้านการศึกษาทั้งนั้น เพราะยิ่งเข้าสู่ AEC ทำให้ตลาดยิ่งเจริญเติบโตเป็น10 เท่า ส่งผลให้การลงทุนไม่มีกำแพง การเคลื่อนย้ายแรงงานไม่มีอุปสรรค และที่สำคัญใน 8 สาขาวิชาชีพสุดฮอตใน AEC ที่ได้รับการยอมรับ และเป็นที่ต้องการอย่างมากในขณะนี้ ได้แก่ การสำรวจ สถาปัตยกรรม บัญชี บริการ/การท่องเที่ยว ทันตแพทย์ แพทย์ พยาบาล วิศวกรรม เป็นต้น
ธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจปี 2558
1. ธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ทำอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่กำลังเติบโต เครื่องมือในการอำนวยความสะดวกเพื่อผู้สูงอายุ
2. ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ให้ความนิยมเกี่ยวกับความสวยความงาม หันมาดูแลตัวเองกันมากยิ่งขึ้น
3. ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวที่แฝงเรื่องสุขภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความมั่นใจกับนักท่องเที่ยว
4. ธุรกิจอาหารราคามหาชน อาทิ อาหารการกินเดลิเวอรี่ราคาถูก
5. ธุรกิจแฟรนไชส์ ที่เน้นการขายสู่ความสำเร็จในกับนักลงทุน
6. ธุรกิจด้านการศึกษา ธุรกิจที่ได้ความนิยมเป็นอย่างมาก สำหรับโรงเรียนกวดวิชาที่พัฒนาศักยภาพการศึกษาของเด็กไทย
7. ธุรกิจรีไซเคิลขยะ การทำให้ขยะกลายเป็นเงินพันล้านได้ในพริบตา
8.ธุรกิจพลังงานสีเขียว ธุรกิจที่เล็งเห็นความสำคัญของธรรมชาติ
สถานการณ์การศึกษาไทย
การศึกษาไทยนั้นยังต้องได้รับการพัฒนาเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่าเรามีโรงเรียนกวดวิชาที่เข้ามาเป็นส่วนช่วยแล้ว แต่ทำไม? การศึกษาไทยถึงยังไม่ก้าวหน้าเหมือนกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน ประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาที่ดีที่สุดในกลุ่มอาเซียน คือ อันดับ 1 ได้แก่สิงคโปร์ ส่วนประเทศไทยนั้นอยู่ที่อันดับ 8 เพราะเหตุนี้ทำให้ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาไทย สร้างแบรนด์และการจัดผลิตการศึกษาสู่ AEC เพื่อทำให้ระบบการศึกษาพัฒนามากยิ่งขี้น
การเติบโตของการกวดวิชาไทย
โรงเรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้นจาก 1,078 แห่ง ในปี 2007 เพิ่มเป็น 2,342 แห่งในปี 2013 จนถึงปัจจุบันเติบโตขึ้นจากเดิม 17 % สำหรับจำนวนนักเรียนที่เรียนกวดวิชา 353,060 คน ในปี 2007 เพิ่มเป็น 535,695 คน ในปี 2013 โตขึ้น 52 % ในด้านของสัดส่วนการเรียนพิเศษของนักเรียนมัธยมแต่ละประเทศนั้น โดยเฉลี่ยแล้ว ดังนี้ ไทย 14% ญี่ปุ่น 70% ฮ่องกง 71% เกาหลีใต้ 74% สิงค์โปร 90% จากสถิติจะเห็นได้ว่าตัวเลขการศึกษาของไทยก็ไม่ค่อยพัฒนามากเท่าไหร่นัก
รัฐบาลกับกวดวิชาไทย
แม้รัฐบาลเห็นชอบการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลกับโรงเรียนกวดวิชา แต่ก็ยังส่งผลให้ต้นทุนการประกอบธุรกิจของโรงเรียนกวดวิชาเพิ่มสูงขึ้นและมีแนวโน้นจะปรับเพิ่มราคาหลักสูตรการเรียน แต่ผู้ปกครองและนักเรียนน่าจะยังคงให้ความสำคัญ กับการเรียนกวดวิชาจึงคาดว่าไม่น่าส่งกระทบให้จำนวนนักเรียนที่เรียนกวดวิชาลดลง โดยได้ประมาณการ มูลค่าตลาดธุรกิจกวดวิชาในปี 2558 ไว้ที่ประมาณ 8,189 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 6.8 จากปี 2557
ผลจากการเก็บภาษีกวดวิชาไทย
ยุคทองการศึกษา เติบโตขี้นมากมาย จนรัฐบาลไทยต้องเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ในเรื่องของระบบกวดวิชาของไทยนั้น มีการพัฒนามาก จากการให้ความสำคัญในการคัดเลือกครูสอนพิเศษที่มีประสิทธิภาพ และจำกัดการเรียนรู้ของจำนวนนักเรียนในการเรียนการสอนแต่ละห้อง ส่งผลให้ประสบผลสำเร็จและได้ผลกำไรประมาณ 20 % จากรายได้
ประเด็นสำคัญ
อาจารย์ธนกร กล่าวต่ออีกว่า จำนวนโรงเรียนกวดวิชามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากนักธุรกิจรายใหม่ๆมีทางเลือกในการเข้าสู่ตลาดหลายหลากมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อแฟรนไชส์โรงเรียนกวดวิชา ส่งผลให้โรงเรียนกวดวิชามีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงมากขึ้น โดยโรงเรียนกวดวิชานิยมใช้กลยุทธ์การนำเสนอความคุ้มค่า รวมถึงการสร้าง ความสัมพันธ์กับนักเรียนในระยะยาว เพื่อนำมาสู่การบอกต่อหรือชักชวนให้นักเรียนมาเรียนจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้การประกอบกวดวิชานั้นขยายมากในปัจจุบัน