ถามถึงตลาดแฟชั่นที่เป็นอันดับหนึ่งของโลก ต้องเป็นประเทศญี่ปุ่นที่ถือเป็นตลาดเสื้อผ้าและสิ่งทอที่สำคัญของไทยและของโลก เนื่องจากชาวญี่ปุ่นมีกำลังการซื้อที่สูงและได้พึ่งพาการนำเข้าเสื้อผ้าและสิ่งทอจากต่างประเทศ Smart SME จึงมี 10 เกร็ดความรู้ของตลาดแฟชั่นญี่ปุ่น มาฝากกันดังนี้
1. ตลาดเสื้อผ้าของญี่ปุ่นมีมูลค่าสูงเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย เป็นตลาดขายเสื้อผ้าปลีกในเอเชียมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 38 รองลงมาคือจีนร้อยละ 32 อินเดียร้อยละ 9 ส่วนเกาหลีใต้ร้อยละ 6 และญี่ปุ่นได้พึ่งพาการนำเข้าถึงร้อยละ 90 ของมูลค่าตลาด โดยสินค้านำเข้าสำคัญส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าที่ผลิตจากสิ่งทอ ส่วนที่นำเข้าเป็นสิ่งทอมี เส้นใยฝ้าย ขนแกะและขนสัตว์
2. ภูมิภาคคันโต (Kanto) เป็นตลาดซื้อขายเสื้อผ้าสำคัญ เนื่องจากการใช้จ่ายการซื้อเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในภูมิภาคคันโตเฉลี่ยสูงสุดถึง 3,962 เยนต่อเดือน/คน ญี่ปุ่นเป็นตลาดแฟชั่นเสื้อผ้าชั้นนำแห่งหนึ่งของโลก รองลงมาเป็นคินคิ (Kinki) เฉลี่ย 3,873 เยนต่อเดือน/คน คิวชู (Kyushu) 3,654 เยนต่อเดือน/คน และชุโกกุอ (Chugoku) เฉลี่ยอยุ่ที่ 3,597 เยนต่อเดือน/คน
3. ไซต์เสื้อผ้าของญี่ปุ่นเล็กกว่าประเทศตะวันตก เพราะชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีรูปร่างที่เล็ก เครื่องแต่งกายของชาวญี่ปุ่นจึงมีนาดเล็กและเฉพาะ ขนาดของเสื้อผ้าจะระบุเป็นตัวเลขและตัวอักษร
4. เสื้อผ้าผู้หญิงครองตลาดส่วนแบ่งตลาดสูงสุด เสื้อผ้าผู้หญิงในตลาดญี่ปุ่นมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 54 ของมูลค่าตลาด สามารถแบ่งเป็น Shirts, Dressers, Sweaters, Slacks ส่วนเสื้อผ้าผู้ชายมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 9 สามารถแบ่งเป็น Dressers, Shirts, Baby, Clothing อีกร้อยละ 8 เป็นเสื้อผ้าประเภทอื่นๆ
5. ชาวญี่ปุ่นนิยมซื้อเสื้อผ้าตามฤดูกาล จากการสำรวจพบว่าร้อยละ 30 ชาวญี่ปุ่นจะซื้อเสื้อผ้าตามช่วงฤดูกาล โดยจะนิยมซื้อเสื้อผ้าในช่วงฤดูใบไม้ร่วงมากที่สุด (กันยายน-พฤศจิกายน) รองลงมาเป็นช่วงฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) อยู่ที่ร้อยละ 28 ช่วงฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) ร้อยละ 24 และฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) มีสัดส่วนร้อยละ 18 นี่คือผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างชาวญี่ปุ่นในการซื้อเสื้อผ้า
6. ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับแบรนด์ ร้อยละ 52 ของคนญี่ปุ่นนิยมให้ความสำคัญกับแบรนด์ในการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้ามาก โดยจะมีแบรนด์อันดับ 1 ที่นิยมกันคือแบรนด์เสื้อผ้าของญี่ปุ่นเอง รองลงมาคือ อิตาลี และฝรั่งเศษ จากที่กลุ่มตัวอย่างที่เคยเลือกซื้อแบรนด์ไทยมีเพียงร้อยละ 23 ส่วนอีกร้อยละ 77 ไม่เคยซื้อเสื้อผ้าแบรนด์ไทย และอีกร้อยละ 74 ในอนาคตอาจจะให้ความสนใจในแบรนด์ของไทยก็ได้
7. ห้างสรรพสินค้าเป็นช่องทางจำหน่ายเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุด สามารถแบ่งได้ 4 ช่องทาง คือ
1.) ห้างสรรพสินค้าที่มีไม่ต่ำกว่า 400 แห่ง มีสัดส่วนร้อยละ 30 ของมูลค่าตลาดรวม
2.) ร้านจำหน่ายเสื้อผ้าโดยเฉพาะ มีสัดส่วนร้อยละ 28 ของมูลค่าตลาดรวม
3.) ร้านบูติก จำหน่ายเฉพาะรุ่นพิเศษหรือรุ่นที่มีจำนวนจำกัด มีสัดส่วนร้อยละ 22
4.) อีกร้อยละ 20 เป็นอื่นๆ อาทิ แผงลอยข้างถนน
8. สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มทุกชนิดที่จำหน่ายในญี่ปุ่นต้องมีสลากสินค้า มีการกำหนดให้สินค้ากลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มต้องมีการติดฉลากที่แสดงรายละเอียดสินค้าให้ครบถ้วน ดังนี้
– ส่วนประกอบของเส้นใย
– วิธีการทำความสะอาดและดูแลรักษา
– การดูดซับน้ำ
– ชนิดของหนังที่นำมาผลิตสินค้า
– ที่อยู่ผู้ผลิต
9. การตั้งราคาสินค้าจำหน่ายปลีกเสื้อผ้า มักมีราคาสูงกว่าราคานำเข้าถึง 2-3 ตัว
10. งานแสดงแฟชั่นที่สำคัญในญี่ปุ่น
– Japan Fashion Week in Tokyo (เดือนมีนาคม)
– Tokyo Collection Week (เดือนมีนาคม)
– JFW : International Fashion Fair (เดือนกรกฎาคม)
– Playtime Tokyo (เดือนกันยายน)
– Rooms Fashion Show (เดือนกันยายน)
– Kobe Collection (เดือนกันยายน)
เรียบเรียงข้อมูลจาก http://goo.gl/56YuNb