อยากจะประหยัดภาษี ซื้อประกันดีไหม?


เราต้องมาทำความเข้าใจกันให้ตรงกันก่อนว่า ประกันชีวิต เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ในกรณีที่เสียชีวิต อาจรวมถึงทุพลภาพ ซึ่งเหมาะสำหรับบุคคลที่มีภาระทางการเงิน หรือเป้นกำลังหลักในการดูแลรับผิดชอบเรื่องเงินทองของครอบครัว ซึ่งหากบุคคลดังกล่าวเป็นอะไรไปก็ส่งผลกระทบทางด้านการเงินต่อคนในครอบครัวที่อยู่ในความดูแล
 
ดังนั้นหากคุณไม่ได้เลี้ยงดูใคร แต่ถ้าเราตายเขาก็อยู่กันได้ หาเลี้ยงตัวเองได้ หนี้สินก็ไม่ได้ส่งต่อไปให้ใคร การทำประกันชีวิตก็อาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นสักเท่าไหร่สำหรับคุณ แต่สำหรับคนที่มีภาระและความเสี่ยงทางการเงิน กรณีที่เสียชีวิตก็สมควรทำประกันชีวิตกันแทบทุกคน ส่วนจะซ์้อมาหรือซื้อน้อยนั้น แล้วแต่ภาระของแต่ละคน ซึ่งในกรณีดังกล่าวก็จะทำให้ผู้ทำประกันจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไปด้วยโดยปริยาย นั้นคือเบี้ยประกันชีวิตสามารถใช้ค่าลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาทตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
 
สำหรับประกันชีวิตของผู้ที่มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยส่วนแรก หัก 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาทหักได้ไม่เกินงินได้หลังจากหักค่าใข้จ่ายแต่ไม่เกิน 90,000 บาท ทั้งนี้เฉพาะกรณีที่มีกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดระยะเวลา 10 ปีขึ้นไป แต่การเอาประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร
 
แต่การซื้อโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการลดหย่อนภาษีอาจจะต้องดูคำถามต่อไปนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการประกอบการตัดสินใจ
1. อัตราภาษีสูงสุดของคุณเป็นเท่าไหร่ ถ้าอัตราภาษีของคุณไม่ถึง 20% อาจจะไม่มีความเหมาะสมที่จะซ์้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษี เพราะถ้าคุณไม่มีความเสี่่ยงทางด้านการเงินในกรณีที่เสียชีวิต การซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีระดับ 10% อาจเป็นการส้รางภาระที่เกินตัว หรือเกินอัตรารายได้จนเกินไป 
2. คุณมีความสามารถส่งเบี้ยประกันได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์หรือไม่ ทั้งนี้เพราะการซื้อประกันชีวิตนั้นคุณต้องส่งเบี้ยประกันหลายปี ซึ่งโดยปกติแล้วอยู่ในช่วง 5 – 20 ปี และในบางกรมธรรม์คุณอาจต้องส่งเบี้ยประกันตลอดอายุกรมะรรม์เลยทีเดียว ดังนั้นความรู้สึกอยากลดภาษีในบางปีที่มีรายได้สูงอันเนื่องมากจากโบนัส หรือคอมมิทชั่นเยอะในปีนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาให้ดี และตอบตัวเองให้ได้ว่าปีหน้าจะมีเงินส่งเบี้ยประกันหรือไม่ 
 
มีคนจำนวนไม่น้อยละเลยคิดเอาว่า ขอประหยัดภาษีปีนี้ก่อนปีหน้าค่อยว่ากัน เพราะประกันปีนั้นไม่มีการริบหรือเรียกสิทธิประโยชน์คืน หากเรายกเลิกกรมธรรม์ ซึ่งแตกต่างจากการซื้อกองทุนรวม วิธีคิดแบบนี้ไม่น่าจะถูกสักเท่าไหร่ และถ้าคุณคำนวณกันดีดีรับประกันได้เลยคุณขาดทุนแน่นอน เพราะคุณต้องจ่ายเพื่อเพิ่มความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น แถมยังไม่สามารถส่งต่อให้จนครบกำหนด อย่างนี้เสียมากกว่าได้
 
และถ้าหากมองกันในเรื่องของความเสี่ยง อาจมีอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการซื้อประกันเพื่อสดหย่อนภาษี นั้นก็คือประกันแบบบำนาญ ประกันชีวิตในแบบทั่วๆไป รับประกันชีวิตแบบบำนาญเป็นประกันที่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน ประกันชีวิตมุ่งเน้นความเสี่ยงทางด้านการเงินในกรณีที่คุณเสียชีวิต แต่ประกันแบบบำนาญนั้น มุ่งจัดการความเสี่ยงททางการเงินในกรณีที่รายได้หายไปหลังเกษียณ 
 
ในแต่ละคนมีภาระทางการเงินไม่เหมือนกัน ดังนั้นความเสี่ยงทางการเงินในกรณีเสียชีวิตอาจไม่ได้มีกันทุกคน แต่ทุกคนมีความเสี่ยงในเรื่องการไม่มีเงินใช้หลังเกษียณอย่าแน่นอน หากไม่มีการวางแผนเกษียณเอาไว้ ประกันชีวิตแบบบำนาญอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ให้สิทธิประโยชน์ ข้อเสียของประกันแบบดังกล่าว คือ สภาพคล่องทางการเงินต้องรอจนกว่าเกษียณจึงถือจะได้ใช้ แต่ก็ถือเป็นข้อเสียที่มองข้ามไปได้ เพราคุณเองก้ต้องเก็บเงินออมเอาไว้ยามเกษียณอยู่แล้ว
 
อีกเรื่องคือต้นทุน หรือเบี้ยประกันที่สูงพอสมควร ดังนั้นคุณอาจะต้องพิจารณาตรงนี้ให้ดีก่อน สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้นประกันแบบบำนาญสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาทแต่ต้องพิจารณาให้ดี เพราะสรพพกรกำหนดไว้ว่า ต้องซื้อไม่เกิน 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อนำเงินที่ซื้อประกันไปรวมกับเงินสะสมเข้ากงอทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็ดบำนาญ ค่าราขการ เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ หรือกองทุนเพื่อเลี้ยงชีพต้องไม่เกิน 500,000 บาท พูดง่ายๆคือ ต้องพิจารณาเงินลดหย่อนภาษีด้านอื่นๆด้วย
 
สำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนการเงินก็คือ คุณต้องเป็นผู้เลือก และตัดสินใจด้วยตนเองอย่าให้ใครมาชี้นำ จนทำให้แผนการเงินของคุณขาดสมดุล ทุ่มเงินไปอนาคตหรือสิทธิประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้าจนมองข้ามภาพรวมการเงินของตัวเอง