เทรนด์การสร้างยานพาหนะรุ่นใหม่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนายานยนต์พลังงานยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco Mobility) เนื่องจากแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงในธรรมชาติมีปริมาณลดน้อยลง อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกจึงต้องมองหา ‘เทคโนโลยีสะอาด’ หรือ ‘พลังงานทางเลือก’ เข้ามาขับเคลื่อนการเดินทางในอนาคต
ปัจจุบันเราเริ่มเห็น ‘ยานยนต์สีเขียว’ ออกมาวิ่งบนท้องถนนมากขึ้น หลังสหภาพยุโรปกำหนดให้รถยนต์รุ่นใหม่ที่จะผลิตออกสู่ตลาด ต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงเพื่อลดการสร้างมลภาวะจนกระทั่งเหลือ ‘ศูนย์’ (Zero Emission) จึงนับเป็นความท้าทายของค่ายรถยนต์ต่างๆ ที่จะต้องพัฒนายนตรกรรมที่มีสมรรถนะในการขับขี่ที่สูง ปลอดภัย รวมทั้งต้องช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกอีกด้วย
รถยนต์ Hybrid รถยนต์ลูกครึ่งระหว่างรถยนต์ที่ใช้น้ำมันอย่างเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 10-50% ด้วยพลังขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงแต่ไม่มีช่องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้าเท่านั้น
รถยนต์ Plug-in Hybrid ใช้น้ำมันและไฟฟ้าร่วมกันแต่ข้อแตกต่างจาก Hybrid คือสามารถเสียบปลั๊กที่บ้าน หรือสถานีชาร์จไฟตามจุดต่างๆ เพื่อชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่รถได้ นอกจากจะประหยัดน้ำมันมากขึ้น ยังช่วยให้การเดินทางไปได้ไกลมากขึ้น
รถยนต์ All-Electric หรือรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% นั้นขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว โดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำมัน เช่น Honda Micro Commuter รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบของ Honda ชาร์จไฟเพียง 3 ชั่วโมง ทำความเร็วได้ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังสามารถชาร์จไฟได้ในตัวผ่านแผงรับแสงอาทิตย์ที่ติดอยู่บนหลังคาด้วย
ในอนาคต พฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนยังอาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอีก เมื่อผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายและผู้ให้บริการรถยนต์แบบเช่าร่วมมือกันยื่นข้อเสนอด้านราคาที่ย่อมเยาและเข้าถึงง่ายแก่ผู้ขับขี่ หวังเปลี่ยนทัศนคติการใช้รถยนต์แบบของใครของมันมาเป็นการแบ่งปันกันใช้ อย่างกรณีของ Rinspeed กับ MicroMaxได้กระตุ้นด้วยการสร้างพฤติกรรมการแบ่งรถยนต์ใช้ร่วมกันผ่าน GPS และสมาร์ทโฟน
รูปแบบการเดินทางยุคใหม่ที่จะพลิกโฉมไปนับต่อจากนี้ นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด เพราะปริมาณรถที่มากเกินไป ยังช่วยคนในเมืองใหญ่ลดค่าใช้จ่ายจุกจิกที่เกี่ยวกับรถยนต์ทั้งค่าบำรุงรักษารถ ค่าที่จอดรถ โดยเฉพาะค่าน้ำมันที่นับวันมีแต่จะถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับประเทศไทยเราก็ขานรับเทรนด์การพัฒนายานยนต์พลังงานยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้เช่นกัน โดยมีการกำหนดแผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ ปี 2555-2559 ว่าจะผลักดันประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและวิจัยยานยนต์พลังงานยั่งยืนแห่งอาเซียนให้ได้
แต่อีกหนึ่งแรงผลักที่สำคัญคือ การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทั้งระบบ โดยจะจัดเก็บภาษีรถยนต์ตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2559เป็นต้นไป เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ปรับตัวสอดรับไปกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ของโลกที่มุ่งเดินทางสู่เป้าหมาย ‘การขับเคลื่อนที่ยั่งยืน’ ในอนาคต
ที่มา : วารสารสายใจไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค