สิงคโปร์ทำข้อตกลง TPP หนุน SMEs เติบโตก้าวกระโดด


               เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2558 ลิม เฮง เกียง รัฐมนตรีว่ากระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) ของสิงคโปร์ เปิดเผยว่าบริษัทในสิงคโปร์ รวมทั้งผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs จะได้รับประโยชน์จากการลงนามครั้งประวัติศาสตร์ที่จะทำให้การค้าขายและบริการในกลุ่มประเทศแถบมหาสมุทรแปซิฟิกโดยเฉพาะเอเชียตะวันออก มีการเติบโตขึ้นร้อยละ 40 ของเศรษฐกิจโลก

               หลังจาก 5 ปีครึ่งของการเจรจา สิงคโปร์และ 11 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา,ออสเตรเลีย,บรูไน,แคนนาดา,ชิลี,ญี่ปุ่น,มาเลเซีย,เม็กซิโก,นิวซีแลนด์,เปรู และเวียดนาม ประสบความสำเร็จในการเจรจาหาข้อสรุปการตกลงทางการค้า Trans-Pacific Partnership ( TPP)

               ลิม เฮง เกียง กล่าวต่อว่า ข้อตกลง TPP สิงคโปร์เห็นว่าจะเป็นอนาคตของกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงภูมิภาค ทั้งการลดอัตราภาษีและอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษีสำหรับสินค้าและบริการ,กระตุ้นการลงทุนมากขึ้น และความท้าทายทางการค้าในสภาวะเศรษฐกิจยุคใหม่

               “ข้อตกลง TPP ถูกออกแบบมาอย่างรอบคอบและครอบคลุมมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการแสวงหาผลประโยชน์ได้อย่างเต็มที่” ลิม กล่าวเพิ่มเติม

               ทั้งนี้ ประเทศที่ลงนามข้อตกลง TPP เป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับสิงคโปร์ ซึ่งมีประชากรทั้งหมด 800 ล้านคน และ จีดีพี รวมกันประมาณ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็น 40% ของจีดีพีโลก

               เราคือคู่ค้าสำคัญของสิงคโปร์ ประกอบด้วยมาเลเซีย,สหรัฐอเมริกา,ญี่ปุ่น,ออสเตรเลีย และเวียดนาม โดยในปี 2013 ประเทศในกลุ่ม TPP คิดเป็นร้อยละ 30 ของการซื้อขายสินค้าสิงคโปร์ มีมูลค่า 300 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และคิดเป็นร้อยละ 30 ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในสิงคโปร์ คิดเป็นเงินจำนวน 240 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์

               ข้อตกลง TPP จะเพิ่มด้านการค้าขายและการลงทุนระหว่างกลุ่มประเทศ TPP ตลอดจนการบูรณาการฐานการผลิตและตลาด

               บริษัทในสิงคโปร์ จะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงตลาด 11 ประเทศในกลุ่ม TPP ที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ข้อตกลง TPP ยังมีปรับปรุงเรื่องกฎการค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนสิงคโปร์และเปิดโอกาสให้กับผู้ค้ามากขึ้น ข้อสรุปและการดำเนินงานที่โปร่งใสนำมาซึ่งการเจริญเติบโตของตลาดสินค้าในภูมิภาค

               กฎระเบียบที่มีประสิทธิภาพและความสมดุลทำให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยุติธรรมและกำกับดูแลได้ดี,การกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมและการเจริญเติบโตของนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะสร้างโอกาสมากขึ้นและให้บริษัทในสิงคโปร์ดำเนินงานได้อย่างเชื่อมั่น สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น

               รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) กล่าวต่อว่า 12 ประเทศกลุ่ม TPP จะร่วมมือทำงานกันอย่างจริงจังกับรายละเอียดในส่วนที่เหลือ โดยแต่ละประเทศจะเริ่มต้นกระบวนการอนุมัติภายใน เพื่อให้ข้อตกลง TPP มีผลบังคับใช้เร็วที่สุด

               สภาธุรกิจสิงคโปร์ (SBF) และหอการค้าพาณิชย์ในสิงคโปร์ (AmCham)  ได้เข้าสู่ข้อตกลงทางการค้าและแสดงความคาดหวังว่าจะมีการยอมรับจาก 12 ประเทศที่เข้าร่วมภายในเวลาอันใกล้นี้

               นายโฮ เมียง คิด ซีอีโอสภาธุรกิจสิงค์โปร์ กล่าวว่า ด้วยการเติบโตของเศรษฐกิจยังต่ำกว่าระดับวิกฤตทางการเงิน ดังนั้นธุรกิจต้องมีความครอบคลุมและทะเยอทะยาน ซึ่งข้อตกลง TPP สร้างโอกาสใหม่ๆทั้งเรื่องการค้า,หลักเกณฑ์การลงทุน ตลอดจนการปรับปรุงเงื่อนไขทางธุรกิจในภูมิภาค อีกทั้งยังช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

               “ ข้อตกลงดังกล่าวมีบทบัญญัติพิเศษเกี่ยวกับ SMEs ซึ่งมุ่งหมายที่จะช่วยเข้าไปในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ทั่วโลกและอำนวยความสะดวกในการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการ ประเด็นเหล่านี้จะดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการ

               นายโฮ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราต้องมีรายละเอียดข้อมูลเชิงลึกของข้อตกลงทางการค้า เพื่อดูสิ่งที่เป็นประโยชน์และผลกระทบต่อธุรกิจสิงคโปร์ เราต้องทำงานร่วมกับการเจรจาทางการค้าเพื่อหาข้อมูลให้กับธุรกิจ”

               นอกจากนี้ นายโฮ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลง TPP ไม่ได้เป็นข้อตกลงพิเศษอะไร แต่มีบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ประเทศการค้าในเอเชียเข้ามามีส่วนร่วมในเวลาอันใกล้ ซึ่งจะเป็นเส้นทางไปสู่เขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก