ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกมาระบุถึงโอกาสของภาคธุรกิจไทยที่จะไปขยายการลงทุนในประเทศเมียนมาร์ว่า โอกาสและการลงทุนยังเติบโตได้อีกมาก โดยคาดว่า ในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า มูลค่าการค้าของไทยกับเมียนมาร์จะกระโดดขึ้นไม่ต่ำ 400,000-500,000 ล้านบาท
นั่นเพราะ เมียนมาร์ มีความต้องการในอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยแรงงาน เช่นกลุ่มสินค้าเสื้อผ้า รองเท้า อาหารทะเลแปรรูป กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่รัฐบาลเมียนมาร์เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าไปใช้ทรัพยากรในประเทศ เช่นกลุ่มผลิตภัณฑ์ไม้ และ ยางพารา กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่เข้าไปใช้เมียนมาร์เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่ง 3 กลุ่มนี้ ต้องใช้แรงงานของเมียนมาร์ จึงจะดี ส่วนกลุ่มที่เข้าไปลงทุน สร้างฐานผลิตเพื่อขายสินค้าในประเทศ จะเป็นกลุ่มที่รัฐบาลเมียนมาร์ ออกอาการไม่ปลื้มเท่าที่ควรเนื่องจากส่งผลกระทบต่อรายได้หมุนเวียน อีกทั้งกำลังซื้อของคนในประเทศ ยังมีไม่มากเท่าที่ควร
ในส่วนพฤติกรรมการใช้จ่ายของชาวเมียนมาร์ ดร.อัทธ์ระบุว่า ข้อมูลตัวเลขเม็ดเงินลงทุนใน เมียนมาร์ ในปี 2555 ไทยติดอันดับ 4 ส่วนในปี 2557 ไทยตกอยู่ที่อันดับ 6 สะท้อนว่าไทย ขยับตัวในเรื่องการลงทุนอยู่ในระดับที่ช้า ขณะที่ในแง่การค้า ไทยมีมูลค่าการค้ากว่าแสนล้านบาท เพิ่มเป็น 2.6 แสนล้านบาท สวนทางกับอัตราการขยายตัวแต่ละปี ลดลง จากก่อนหน้านี้ ประเทศไทย มีมูลค่าการส่งออกรวมเติบโตปีละกว่า 30% ระยะหลังตกมาอยู่ที่ 17-18% แม้มูลค่าเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่า “สินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน” อาทิ จีน เวียดนาม หรือแม้แต่มาเลเซีย ไทย จะประมาทไม่ได้
คำถามคือ แล้วผู้ประกอบการไทย ควรทำธุรกิจอะไร? ดร.อัทธ์ระบุว่า ควรไปทำการค้า ไม่ใช่ การลงทุน
การค้า คือ การเอาสินค้าที่เมียนมาร์ยังไม่มี ไปขาย เช่น อาหาร เครื่องดื่ม วัสดุก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ เซรามิค เครื่องสุขภัณฑ์ เพื่อรองรับ โครงการ “เมกะซิตี้” ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ “ย่างกุ้ง” ที่กำหนดที่นั่นเป็นศูนย์กลาง เชื่อมโยงกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
การลงทุนเมกะโปรเจกต์ของเมียนมาร์ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเมกะซิตี้ ที่การลงทุนเน้นกระจุกตัวอยู่ใน 2 เมืองหลักอย่าง ย่างกุ้ง และ มัณฑะเลย์ รวมทั้งโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งในเขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิว เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา และเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของเมียนมาร์นั้นจะต้องมีการพัฒนาทั้งอสังหาริมทรัพย์ส่วนของที่พักอาศัย นิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานรองรับอีกมาก
……ยังไม่นับโครงการสนามบินใหม่ ในหงสาวดี โครงการปรับจำนวนเส้นทางจากย่างกุ้งไปที่เนปิดอว์ โครงการสะพานข้ามแม่น้ำเมยไปที่แม่สอด จ.ตาก แน่นอนว่า ธุรกิจกลุ่มนี้ “ยังโตอีกเยอะ”
“อย่างไรก็ดี ดร.อัทธ์ ทิ้งท้ายไว้ว่า สินค้าที่มองข้ามไม่ได้ และอยากให้ผู้ประกอบการไทยกลุ่มดังกล่าว เตรียมตัวหาพันธมิตรท้องถิ่นไว้แต่เนิ่นๆ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ บำรุงผิว เครื่องสำอาง ร้านตัดผม ช่างทำเล็บ สปา” สินค้าเพื่อความสวยงามกลุ่มนี้ เอสเอ็มอีไทย พร้อมเมื่อไหร่ แพ็คกระเป๋าไป “รวย” ได้เลย…..