แกงมัสมั่นติดอับดับอาหารอร่อยที่สุดในโลก ส่งผลให้เกิดกระแสฮิตติดตลาดญี่ปุ่น จนมีการ ออกผลิตภัณฑ์แกงมัสมั่นแบบ Retort เป็นโอกาสของไทย ในการขยายตลาดอาหารไทยแปรรูป เพื่อส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น
แกงมัสมั่น เป็นอาหารชนิดหนึ่ง ที่เป็นที่นิยมในประเทศไทย แต่จะเรียกว่าอาหารไทยเต็มตัวคงไม่ได้ เนื่องจาก แกงมัสมั่น ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารมลายู ชาวไทยมุสลิมเรียกแกงชนิดนี้ว่า ซาละหมั่น คนไทยนิยม รับประทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ แต่หากรับทานแบบมุสลิม มักรับประทานกับขนมปัง หรือโรตี
และด้วยรสชาติที่กลมกล่อมของแกงมัสมั่นไทยนั่นเอง ทำให้เมื่อปี 2554 เว็บไซต์ CNNGO ได้จัดอันดับ 50 เมนูอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก โดยการลงคะแนนเสียงทางเฟซบุ๊ก ว่า แกงมัสมั่นเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก
ทั้งนี้แกงมัสมั่น เริ่มเป็นที่สนใจของชาวญี่ปุ่นตั้งแต่ได้รับการจัดอันดับ ให้เป็นอาหารที่อร่อย ที่สุดในโลกจากเว็บไซต์ CNNGo.com ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2554 ซึ่งส่งผลให้ในปี 2556 บริษัท Ryohin Keikaku Co., Ltd. (แบรนด์ Mujirushi Ryohin) ออกผลิตภัณฑ์แกงมัสมั่นแบบ Retort ขึ้น นับแต่นั้นมา กระแสแกงมัสมั่นก็สูงขึ้นเรื่อย
แม้ในสายตาของชาวญี่ปุ่นภาพลักษณ์ของอาหารของอาหารไทยคือ ความมีรสชาติเผ็ดร้อน แต่แกงมัสมั่นมีความแตกต่างคือมีรสชาติ ที่นุ่มนวล อีกทั้งกลิ่นหอมของถั่ว ประกอบกับความหวานกลมกล่อม ก็เป็นจุดเด่นที่ทำให้เป็นที่ถูกใจของชาวญี่ปุ่นทุกวัย
จากผลการสำรวจของบริษัท S&B Foods Inc. พบว่า แกงที่ชาว ญี่ปุ่นอยากลองทำเองที่บ้าน นอกจากแกงอินเดียแบบต่าง ๆ แล้ว ซึ่งมีราคาย่อมเยา และหาซื้อได้ง่าย จึงเป็นจุดเปลี่ยนของอาหารไทย
ชาวญี่ปุ่นค่อยข้างนิยมอาหารแปรรูป เนื่องจากสะดวก สามารถรับทานได้ที่บ้าน อีกทั้งยังสามารถเก็บไว้รับประทานยามฉุกเฉินได้ โดยนอกจากชาวญี่ปุ่นจะรับประทานตามรูปแบบของแกงมัสมั่นแล้ว ยังนิยมนำมาปรับใช้กับอาหารอื่น ๆ โดยการนำไปเป็นเครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และธุรกิจร้านอาหาร ก็นำเมนูแกงมัสมั่นขึ้นเป็นหนึ่งเมนูของร้านอีกด้วย
ตลาดอาหารแปรรูปพร้อมรับประทาน โดยเฉพาะประเภท Retort Pouch ในญี่ปุ่นมี การขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีอาหารประเภทแกงเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ จากการที่ต้นทุน การผลิตในญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น ผู้ผลิตจึงออกไปลงทุนกับผู้ผลิตในต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาจีนเป็นประเทศที่นักลงทุนญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนจำนวนมาก
แต่อย่างไรก็ตาม ชาวญี่ปุ่นยังขาดความเชื่อมั่นในด้านสุขอนามัยของโรงงานจากจีนอยู่ แหล่งผลิตทดแทนจึงเป็นทางออกที่ดี ซึ่งเวียดนาม และอินโดนีเซียเป็นประเทศเป้าหมายใหม่ เพราะมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบ จึงเป็นโอกาสอันดีของไทย ในการขยายตลาดการค้าอาหารแปรรูปในประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้น ตลาดอาหารแปรรูป โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่นในไทยก็ขยายตัวเช่นกัน นักลงทุนจึงมองว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่จะ ผลิตอาหารไทยเพื่อส่งออก และผลิตอาหารญี่ปุ่นเพื่อจำหน่ายในไทย ทั้งนี้ บรรจุภัณฑ์ประเภท Pouch ในไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าส่วนใหญ่จากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย จึงทำให้ไทยมีข้อเสียเปรียบด้านต้นทุนการผลิต