เวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการเกษตรสูง เนื่องจากมีภูมิประเทศ และภูมิอากศที่เอื้อต่อการปลูกพืชเศรษฐกิจหลายอย่าง ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนภาคเกษตรกรรมอย่างจริงจัง และมีการปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เวียดนามสามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกผลผลิตทางการเกษตรรายใหญ่ของโลกได้
ประเทศเวียดนามมีพืชพรรณที่คล้ายคลึงกันกับประเทศไทย จึงส่งผลให้ไทยและเวียดนามเป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งในเวลาเดียวกัน แต่ทั้งสองประเทศมีการขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จึงนับเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในเวียดนาม โดยอาศัยปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญ อาทิ อัตราค่าจ้างแรงงานที่ค่อนข้างต่ำ และสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preferences : GSP) ที่เวียดนามได้รับจากประเทศคู่ค้า เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เป็นต้น ขณะที่นักลงทุนไทยมีความสามารถด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นอย่างดี และมีเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง รวมถึงมีการตัดการด้านการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
ในบรรดาธุรกิจเกษตรแปรรูปที่นักลงทุนไทยมีศักยภาพที่จะเข้าลงทุนในเวียดนาม ธุรกิจแปรรูปผลไม้นับเป็นธุรกิจหนึ่งที่เป็นโอกาสของนักลงทุนไทยซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
– โรงงานแปรรูปผลไม้ในเวียดนามยังมีไม่มาก ปัจจุบันเวียดนาม มีโรงงานแปรรูปผลไม้ประมาณ 50-60 แห่ง มีกำลังการผลิตราว 3 แสนตันต่อปี โรงงานส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการพัฒนากระบวนการผลิต อีกทั้งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ยังขาดความหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทผลไม้กระป๋องและผลไม้อบแห้ง
– โรงงานแปรรูปผลไม้ขาดแคลนวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ผลไม้ที่ผลิตได้ในเวียดนามส่วนใหญ่ถูกส่งจำหน่ายในรูปผลไม้สด ขณะที่ส่งเข้าโรงงานแปรรูปเพียงร้อยละ 10-15 ของผลไม้ที่ผลิตได้ทั้งหมด ซึ่งผลไม้ที่นำมาแปรรูป มักมีคุณภาพไม่ดีนัก จึงส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูปด้วย ทั้งนี้ นักลงทุนไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งจะทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและวัตถุดิบระหว่างไทยและเวียดนามปราศจากภาษีศุลกากร ซึ่งรวมถึงการนำเข้าผลไม้สดคุณภาพดีจากไทย อาทิ ทุเรียน มะม่วง มังคุด และลำไย มาแปรรูปในเวียดนาม ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าในปี 2555 เวียดนามเป็นตลาดส่งออกผลไม้รายใหญ่อันดับ 4 ของไทย รองจากจีน ฮ่องกง และอินโดนีเซีย สะท้อนให้เห็นว่าผลไม้สดของไทยเป็นที่ต้องการมากขึ้นในตลาดเวียดนาม สำหรับผลไม้อบแห้ง เวียดนามเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยมูลค่าส่งออกขยายตัวแบบก้าวกระโดดถึงกว่า 10 เท่าตัวในปี 2555 สะท้อนถึงโอกาสการทำธุรกิจผลไม้อบแห้งในเวียดนามยังเปิดกว้าง เนื่องจากเวียดนามยังมีความต้องการนำเข้าอยู่มาก
– การขนส่งผลไม้สดจากไทยไปเวียดนามมีความสะดวกมากขึ้น นอกจากเส้นทางขนส่งทางอากาศและเส้นทางขนส่งทางน้ำ การขนส่งผลไม้จากไทยไปเวียดนามสามารถใช้เส้นทาง R12 (กรุงเทพฯ-นครพนม-ท่าแขก (สปป.ลาว) –Na Phao (เวียดนาม) –Cha Lo-Vinh-ฮานอย) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งทางบกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากมีระยะทางสั้นกว่าและมีต้นทุนค่าขนส่งถูกกว่าเส้นทางขนส่งทางบกอื่น ๆ ทั้งนี้เส้นทาง R12 มีระยะทาง 1,383 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงกรุงฮานอยราว 30 ชั่วโมง
– เวียดนามมีโอกาสเป็นศูนย์กลางการแปรรูปผลไม้ ของอาเซียน ด้วยศักยภาพในหลายด้าน ทำให้ปัจจุบันเวียดนามกลายเป็นตลาดเป้าหมายที่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นแหล่งกระจายสินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะผลไม้ อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่เวียดนามจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการแปรรูปผลไม้เพื่อส่งไปจำหน่ายในตลาดโลก หลังจากกลุ่มนักลงทุนจากภาคตะวันออกของไทยเตรียมเข้าไปร่วมทุนกับพันธมิตรในเวียดนาม ในโครงการก่อสร้างห้องเย็นแช่เยือกแข็งผลไม้ขนาด 1 หมื่นตัน มูลค่าเงินลงทุนราว 1 พันล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวจะตั้งอยู่ในนครโฮจิมินห์ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลไม้สดทั้งจากไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนนำไปแปรรูปเป็นผลไม้แช่แข็งส่งออกไปจำหน่ายในตลาดโลก
ทั้งนี้โอกาสผลไม้ไทยในเวียดนามยังมีอีกมาก และไทยยังมีความได้เปรียบอีกหลายประเทศผู้ส่งออกเวียดนาม เนื่องจากผลไม้ไทยค่อนข้างได้รับความนิยมในเวียดนาม โดยเฉพาะในกรุงฮานอยมีมูลค่าในตลาดสูงกว่าแสนล้านบาท ตลาดเติบโตมากขึ้นหากผลไม้มีคุณภาพและไร้สารเคมี อีกทั้งผู้บริโภคในเวียดนามมีความกังวลเรื่องสารตกค้างในผลไม้ที่นำเข้าจากประเทศจีน และค่อนข้างไว้วางใจสินค้าจากไทยมากกว่า จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นได้ว่า ผลไม้จากไทย มีโอกาสที่ดีในเวียดนาม