5 วิกฤติร้ายของการขายอาหาร “ระบบเถ้าแก่”
ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารถือว่าพัฒนามาไกลมาก เพราะในอดีตคนให้คุณค่าของร้านอาหารเป็นเพียงที่บรรเทาความหิว บางร้านวิวัฒนาการมาเป็นสถานที่ชูรสชาติ โชว์ฝีมือ พรรณนาสรรพคุณที่มาของความอร่อยมากมาย ไปจนถึงกลายเป็นสถานที่ผ่อนคลาย พบปะสังสรรค์ และเป็นจุดท่องเที่ยวที่หากใครไม่ไปต้องตกเทรนด์ ร้านอาหารมาไกลมาก เปลี่ยนแปลงเร็วมาก จึงไม่แปลกที่ใครต่อใครจะแห่แหนมาชิมลางกับธุรกิจนี้ เช่นเดียวกันเมื่อการลงทุนอยู่บนสภาวะการแข่งขันสูง ทำให้หลายร้านที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนนั้นไปไม่ถึงฝัน เพราะใช้โมเดลร้านที่ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค การจัดการไม่ดี ซึ่งสังเกตได้ว่าร้านอาหารระบบเถ้าแก่หลายร้านที่มีทฤษฎีแบบเก่าๆ มั่นใจอย่างเดียวคือของฉันอร่อยที่สุด แต่สุดท้ายก็ตกม้าตายด้วยการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย ลองมาดูกันว่าร้านข้องคุณยังเป็นแบบระบบเถ้าแก่อยู่หรือไม่ ถ้าใช่นั่นก็หมายความว่าคุณเข้าใกล้เวลาเจ๊งขึ้นทุกที ทำงานจนไม่มีเวลา ตื่นเช้ามาก ตี 3-4 เพื่อไปจ่ายตลาด, กลับมาเตรียมอาหาร, ล้างครัว, ทำความสะอาดร้าน, เปิดร้าน, รับลูกค้า, ไม่มีเวลาพักทานข้าว, ปิดร้านดึก, เก็บร้าน, ทำบัญชี, เตรียมงานขายวันรุ่งขึ้น, กว่าจะได้นอน เที่ยงคืนหรือตี 1 เช้าต้องรีบตื่นมาทำงานอีก เป็นวัฏจักรแบบนี้ทั้งปีทั้งชาติหมดสิทธิ์ขาดสายลาป่วย โหมงานจนร่างกายแย่ สุขภาพทรุดโทรม ไม่สบายก็ไม่มีเวลาไปหาหมออย่างมากก็ไปร้านขายยาหน้าปากซอยซื้อยากิน เวลากินก็ไม่ได้นอน เวลานอนก็ไม่ได้กิน พอแก่ตัวลงเอาเงินที่หามาได้ทั้งชีวิตไปจ่ายค่าหมอ มีเงินแต่ไม่มีเวลาใช้ แม้การไปเที่ยวในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม งานบุญงานกฐินก็ไม่ไปเพราะห่วงร้าน การไปชอปปิ้งเดินเล่นห้างใหม่ๆก็ไม่ทำบอกว่าเสียเวลาและเปลืองเงิน เงินทองกว่าจะหามาได้เลือดตาแทบกระเด็น อย่างมากก็อาจจะไปชิมร้านอาหารประเภทเดียวกันลักษณะเดียวกันเพื่อนำมาปรับปรุงสูตรอาหารของตน วุ่นกับงานจนไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีเวลาให้ลูกหลาน จนบางครั้งเขาโตเป็นวัยรุ่นท่านก็ไม่มีเวลาดูแลเขาปล่อยให้เขาเหงา […]


