ปณท ชี้แจง ชายแต่งชุด-ขับรถไปรษณีย์ จี้ร้านทอง ไม่ใช่พนักงาน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง


ตามที่ เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ มีรายงานข่าวว่า ชายคนหนึ่งแต่งชุดไปรษณีย์ บุกเดี่ยว ชูกล่อง บอก “มีระเบิด” จี้ชิงทอง ร้านกลางห้างฯ ย่านบางแก้ว สมุทรปราการ ได้ไป 3.50 บาท ค่ากว่า 7 หมื่น ก่อนขึ้นรถขนส่งไปรษณีย์หนีไป เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 19 กันยายน ซึ่งคนร้ายใช้อาวุธปืน จี้ชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำ ภายในห้างเพชรทองออโรร่า ซึ่งตั้งอยู่ในร้านไทวัสดุ สาขาบางแก้ว ถนนบางนา-ตราดขาเข้า กิโลเมตรที่ 8 หมู่ 13 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 

 

 

โดยคนร้ายเป็นชายแต่งกายในชุดของไปรษณีย์ไทยสีส้มน้ำเงิน สวมหมวกกันน็อกแบบเต็มใบสีแดงคาดขาวตรงกลาง สวมถุงมือสีดำ ใส่แมสปิดใบหน้า เดินถือกล่องพัสดุเข้ามาหน้าร้าน ก่อนที่จะวางกล่องดังกล่าวไว้บนตู้โชว์ด้านหน้า บอกกับพนักงานของร้านว่า “ในกล่องมีระเบิด” พร้อมทั้งชักอาวุธปืนจี้ที่เอวของพนักงาน บอกให้พนักงานที่อยู่ในเคาน์เตอร์กวาดสร้อยทองใส่ถุงที่เตรียมมา จากการตรวจสอบพบว่าสร้อยคอทองคำที่คนร้ายได้ไปน้ำหนักรวม 3 บาท 50 สตางค์ มูลค่าร่วมกว่า 7 หมื่นบาท และทราบว่ารถที่คนร้ายใช้เป็นพาหนะเป็นรถยนต์ตู้ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาวคาดแดง ทะเบียน 1 ฒน 150 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของบริษัท ไปรษณีย์ไทย และต่อมาทราบว่ารถยนต์ตู้คันดังกล่าวประจำอยู่ไปรษณีย์ สาขาหลังวัดหนามแดง

 

 

ล่าสุดบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า กรณีที่สื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่คลิปคนร้ายสวมใส่ชุดเจ้าหน้าที่นำจ่ายไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ของไปรษณีย์ไทยก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านทองในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง จังหวัดสมุทรปราการ แล้วหลบหนีไป นั้น

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปรษณีย์ไทยมิได้นิ่งนอนใจ โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นการเร่งด่วน พบว่ารถขนส่งไปรษณีย์ทะเบียน 1ฒน.150 กรุงเทพมหานคร ที่ใช้ก่อเหตุนั้นเป็นรถยนต์ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งให้ไปรษณีย์ไทยเช่าสำหรับใช้ในการขนส่งสิ่งของ โดยรถยนต์คันดังกล่าวถูกขโมยไปจากไปรษณีย์บางพลีเมื่อคืนที่ผ่านมา (18 กันยายน 2562)

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ก่อเหตุซึ่งสวมชุดเจ้าหน้าที่นำจ่ายไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ของไปรษณีย์ไทยนั้น มิใช่พนักงาน/ลูกจ้างของไปรษณีย์ไทย ซึ่งไปรษณีย์ไทยอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมทั้งให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดต่อไป