แบรนด์สินค้าหรูระดับโลกไล่ตั้งแต่ Prada ไปจนถึง Cartier กำลังพิจารณาต้นทุนการทำธุรกิจ หลังการชุมนุมในฮ่องกงดำเนินมาเป็นระยะเวลา 4 เดือน จนส่งผลกระทบทำให้นักท่องเที่ยวลดลง และร้านค้าหลายแห่งต้องปิดตัว
“ฮ่องกง” ถือว่าเป็น Top 5 จุดหมายปลายทางของความหรูหรา โดยมีแบรนด์สินค้าระดับโลกมากมายเข้ามาเปิดสาขา เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งตามรายงานการวิเคราะห์ของ Bernstein ระบุว่า ฮ่องกง ครองสัดส่วนของยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยทั่วโลกอยู่ที่ 5% และ 10% หรือคิดเป็นมูลค่า 285,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุด (วันที่ 2 ตุลาคม 2562) แสดงให้เห็นว่า ยอดค้าปลีกในฮ่องกงประจำเดือนสิงหาคม ลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นการลดลงที่มากที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติมา ไม่เพียงเท่านั้น มูลค่าการขายสินค้ากลุ่มจิวเวลรี่, นาฬิกา และเครื่องประดับอื่นๆ ต่างลดลง 47.4%
เช่นเดียวกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนฮ่องกงลดลง 39% ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ก็ลดลง 42.3%

Annie Yau Tse ประธานสมาคมค้าปลีกฮ่องกง ออกมายอมรับตามตรงว่า เราไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย โดยหลังจากการเริ่มต้นประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยตั้งแต่เดือนมิถุนายนได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ในไตรมาส 2 และเมื่อมาถึงไตรมาส 3 แบรนด์สินค้าหรูอย่าง Hermes, Tiffany ต้องปิดสาขาลง
นอกจากนี้ Rogerio Fujimori นักวิเคราะห์จาก RBC กล่าวว่า แบรนด์สินค้าส่วนใหญ่ประสบยอดขายลดลง 30-60% ในช่วงไตรมาส 3 สอดคล้องกับ Bain & Co ที่มองว่าการเติบโตของแบรนด์หรูในปีนี้จะลดลง โดยจะขยายตัว 4-6%
อีกทั้ง มีความเป็นไปได้ว่าแบรนด์นาฬิกาหรูจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะว่าฮ่องกงคือศูนย์กลางของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ดูได้จากกลุ่ม Switzerland’s Swatch Group และ Cartier ที่สร้างรายได้จากฮ่องกงได้ 11%-12% จากยอดขายทั่วโลก
ด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่สงบในฮ่องกง ทำให้ร้านค้าในห้างสรรพสินค้าต้องปิดชั่วคราวไปราว 30 ร้าน ในวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันชาติจีนครบรอบ 70 ปี รวมไปถึงร้านค้าของแบรนด์สินค้าหรูตามสนามบินก็ต้องปิดสาขาลง เช่น Hermes และ Birkin
ทั้งนี้ หากเหตุการณ์การชุมนุมในฮ่องกงยังคงยืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกหลี่ยงไม่ได้ และนักท่องเที่ยวอาจจะเลือกเดินทางไปที่อื่นแทน ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ และสิงคโปร์
ที่มา: investing