ผ่าอนาคต “ทุเรียนไทย” ชี้ จุดแข็งยังแกร่งกว่า แต่อาจเติบโตท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง


เมื่อไม่นานมานี้ชาวสวนทุเรียนตื่นตระหนกต่อกระแส จีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักทุเรียนไทย กว่า 80-90 % ได้เริ่มการเพาะปลูกทุเรียนในมณฑลไหหลำประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรก โดยมีบริษัทเอกชนทดลองนำต้นทุเรียนพันธุ์ Sanno จำนวน 20 ต้นจากประเทศมาเลเซียมาทดลองปลูกที่เมืองซานย่า มณฑลไหหลำ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทางสำนักนักส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ หนานหนิง ประเทศจีน รายงานออกมา

Mr.Feng Xuejie ประธานของสถาบันวิจัยต้นผลไม้ฤดูร้อนของมณฑลไหหลำ ยังให้ความเห็นว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงทดลองสายพันธุ์ เกษตรกรยังไม่ควรจะรีบเร่งนำต้นกล้าไปปลูก และการลงทุนปลูกทุเรียนจนถึงสามารถเก็บเกี่ยวได้ต้องใช้เวลาประมาณ 4-8 ปี ตามความแตกต่างของสายพันธุ์ รวมทั้งต้นทุเรียนเป็นไม้ใหญ่ ต้องใช้พื้นที่ในการเพาะปลูก ขณะที่ผลผลิตต่อพื้นที่มีจำนวนน้อย ทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง จึงยังคาดว่าแม้มณฑลไหหลำจะปลูกทุเรียนได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสำเร็จ แต่ราคาก็ไม่น่าจะต่ำกว่าราคาทุเรียนในปัจจุบันมากนัก

 

 

ล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สำรวจและจัดทำรายงานเกี่ยวกับทุเรียนของไทย พบว่า พื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ปี 2559 หลังจากราคาและผลตอบแทนสุทธิเพิ่มสูงต่อเนื่อง โดยผลผลิตส่วนใหญ่เป็นพันธุ์หมอนทองอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ชุมพร และสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่น่าสนใจคือทุเรียนในสามจังหวัดชายแดนใต้มีผลผลิตต่อไร่ต่ำที่สุด ส่วนที่สูงสุดคือภาคตะวันออก (จันทบุรี) ทำให้ผู้รับซื้อทุเรียนสดรายใหญ่จะรับซื้อทุเรียนทั้งในจังหวัดจันทบุรีและชุมพรตามฤดูกาลเป็นหลัก ส่วนประเภททุเรียนที่ไทยส่งออกทั้งหมด แบ่งเป็น ผลสด 95.8% แปรรูปแบบแช่เย็นแช่แข็ง 3.9% และอื่น ๆ 0.3% โดยตลาดใหญ่ของทุเรียนผลสดของไทย 77% ส่งออกไปยังตลาดจีน

โดยกลุ่มทุนจีนเข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับทุเรียนในไทยเป็นเวลานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่เร่งตัวมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้มีผู้รับซื้อทุเรียนสด (ล้ง) กว่า 600 ล้ง ซึ่งผลดีที่เกิดขึ้นคือ จีนเข้ามาอยู่ใน Supply Chain ตั้งแต่ขั้นตอนกลางน้ำ ปลายน้ำ และหาตลาดเข้ามาให้ ทำให้ราคาทุเรียนทรงตัวได้ในระดับสูง นอกจากนี้ กระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และการลงทุนในพื้นที่ แต่ก็มีผลเสียคือล้งจีนจะเป็นผู้แจ้งราคาที่ต้องการรับซื้อในแต่ละวัน ทำให้ไทยมีอำนาจการต่อรองราคาต่ำ อาจส่งผลลบต่อรายได้เกษตรกรในอนาคต

 

 

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ทุเรียนไทยยังมีตลาดรองรับต่อเนื่อง โดยสามารถขยายไปได้อีกหลายมณฑลของจีน คู่แข่งยังไม่ได้สิทธิ์ส่งออกทุเรียนสดไปจีนเหมือนกับไทย แต่ต้องรักษามาตรฐานผลผลิต โดยเฉพาะคุณภาพทุเรียนหมอนทองของเวียดนามยังสู้ไทยไม่ได้ ส่วนทุเรียนของมาเลเซีย (Musang King) มีราคาสูงกว่าไทย 3 – 4 เท่า ทำให้มีตลาดจำกัด และ โรงงานแปรรูปช่วยรองรับผลผลิต และช่วยพยุงราคา

ส่วนปัจจัยเสี่ยง ของทุเรียนไทยเกิดจากผลผลิตโลกจะเพิ่มขึ้นมากใน 4 – 5 ปีข้างหน้า ไทยยังมีปัจจัยเสี่ยง ขณะที่คู่แข่งก็แข็งแรงขึ้น ไทยพึ่งพาความต้องการจากตลาดจีนเป็นหลัก ยังไม่มีตลาดใหม่ๆ ผลผลิตไทยเพิ่มต่อเนื่อง แต่ขาดการควบคุมคุณภาพให้สม่ำเสมอและเวียดนามกำลังพัฒนาสายพันธุ์หมอนทองให้ดีขึ้น รวมทั้งภาครัฐของคู่แข่งอื่น ๆ ก็ให้การสนับสนุนเต็มที่

 

 

ในอนาคตตลาดทุเรียนไทยจะปรับตัวอย่างไรให้ยั่งยืน จะต้องให้ความสำคัญกับการกระจายตลาดส่งออก การพัฒนาคุณภาพ และลดต้นทุน ซึ่งแต่ละภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยภาครัฐ ต้องหาตลาดส่งออกอื่น เช่น อินเดีย เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว อีกทั้งต้องส่งเสริม R&D (Research and Development) ครบวงจร ควบคู่กับให้ความรู้เกษตรกร เพื่อพัฒนาผลผลิตต่อไร่ ไปจนถึงการนำเปลือกไปใช้ประโยชน์เพื่อลดขยะ

แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีที่ทุเรียนจากมณฑลไหหลำจะให้ผลผลิตแต่ผู้ส่งออกทุเรียนของไทยก็ไม่ควรนิ่งนอนใจต้องรักษาคุณภาพของสินค้าทุเรียนไทย ในฐานะสินค้าเกรดพรีเมียม รสชาติดี คุณภาพสูง เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในจีนเอาไว้ให้ได้

ภาพรวมการส่งออกทุเรียนสด ช่วง 8 เดือนแรก

5 ตลาดสำคัญได้แก่ 

 

Source : Bangkokbanksme