ทราบหรือไม่ว่า กฎหมายแรงงาน ล่าสุดที่มีการประกาศใช้ เพื่อยกระดับการคุ้มครองลูกจ้างให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่เฉพาะลูกจ้างเท่านั้นที่ต้องทราบสิทธิของตนเอง แต่นายจ้างเองก็ควรศึกษาไว้เช่นเดียวกัน
โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 มีการแก้ไขเพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ซึ่งมีรายละเอียดที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องรู้ดังนี้
ค่าจ้าง และค่าชดเชย
กรณี นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด เงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่าย หรือไม่จ่ายเงินกรณีนายจ้างหยุดกิจการ ค่าชดเชยอื่น ๆ และไม่จ่ายเงินในกรณีนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยไม่บอกล่วงหน้า
หากเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น นายจ้างจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้า หรือ 15% ต่อปี
กรณีนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยไม่บอกล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบ นายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างด้วย ซึ่งจำนวนที่จ่ายเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรได้รับ นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างออกจากงาน จนถึงวันที่เลิกสัญญาจ้าง โดยจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันออกจากงาน
จ่ายค่าจ้างให้มีความเท่าเทียมกัน
กรณีนายจ้างจะต้องกำหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานที่มีลักษณะ คุณภาพ และปริมาณเท่ากัน หรืองานที่มีค่าเท่าเทียมกัน ในอัตราเท่ากันไม่ว่าลูกจ้างนั้นจะเป็นชาย หรือหญิงก็ตาม
กรณีที่ลูกจ้างทำงานติดต่อกัน 10 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี
นายจ้างจะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยพิเศษเป็นเวลา 300 วัน ให้กับลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกัน 10 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงาน
หากลูกจ้างทำงานติดต่อกัน 20 ปีขึ้นไป นายจ้างจะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเวลา 400 วัน หรือประมาณ 13.3 เดือน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงาน
การเปลี่ยนแปลงนายจ้าง
หากมีการเปลี่ยนแปลงนายจ้างใหม่ หรือในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล และได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด หากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทำให้ลูกจ้างคนใดคนหนึ่งไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ ซึ่งการเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ ตัวลูกจ้างจะต้องยินยอมการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วย และนายจ้างคนใหม่จะต้องให้สิทธิและหน้าที่ที่ลูกจ้างได้รับจากนายจ้างคนเก่าเหมือนเดิม เพราะนายจ้างคนใหม่จะต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับลูกจ้างทุกประการ
สิทธิลากิจธุระ
ทุกคนมีสิทธิมีธุระ ดังนั้นลูกจ้างก็มีสิทธิในการลากิจเพื่อไปทำธุระได้ โดยไม่เกิน 3 วันต่อปีและต้องจ่ายค่าจ้างเท่ากับในวันทำงานตลอดระยะเวลาการลาหญิงตั้งครรภ์ ลาคลอด
ลูกจ้างหญิงที่ตั้งครรภ์
สามารถลาคลอดบุตรครรภ์หนึ่งได้ไม่เกิน 98 วันต่อปี ซึ่งรวมถึงวันลา เพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตร และนับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างวันลาด้วย โดยนายจ้างจะต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้กับลูกจ้างที่คลอดบุตร เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 45 วัน
การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายแรงงานใหม่นี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่การจ่ายเงินชดเชย และจำนวนวันที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงการทำบัญชี ที่ต้องมีการแก้ไขการลงบัญชีบางส่วน อย่างจากเดิมที่ต้องบันทึกบัญชีจ่ายค่าชดเชย 300 วันให้กับผู้ที่ทำงานติดต่อกัน 20 ปี เปลี่ยนเป็น 400 วัน และเพิ่มค่าชดเชยให้กับผู้ที่ทำงานติดต่อกัน 10 ปี
อ่านข้อมูลฉบับเต็ม http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/043/T_0021.PDF