นอกจากเราจะพูดถึงยุคสิ่งพิมพ์ที่ใกล้ตายเพราะถูกแทนที่ด้วยโลกยุคดิจิทัล เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนออนไลน์ไม่เว้นแม้แต่การเสพข่าวสาร นิยาย เรื่องสั้น ความรู้ทั่วไป ล้วนหาอ่านจากหน้าจอ เพียงแค่คุณมีอินเทอร์เน็ต อีกสิ่งหนึ่งที่เคยเป็นความสุขของหนอนหนังสือ คอนิยาย ซีรีส์ การ์ตูน นิทาน ที่ต่างตั้งตารอคอย นั่นคือการจัดงานแสดงหนังสือ ซึ่งทุกครั้งจะเต็มไปด้วยผู้คนเบียดเสียดด้วยความสุข เพื่อเดินชมซื้อหา อุดหนุนหนังสือที่หมายตาไว้อย่างแน่นขนัด

แต่ล่าสุด ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งใช้ชื่อว่า Panithita Kiatsupimon ได้โพสต์เรื่องราวที่อ่านแล้วอดสะเทือนใจไม่ได้ โดยเธอระบุว่า “งานหนังสือตายแล้ว” ด้วยหลายๆ สาเหตุที่เจอมา โดยเฉพาะเรื่องของสถานที่ที่จัดงาน ล่าสุดจัดที่เมืองทองธานี พร้อมภาพที่ผู้คนบางตา ว่างเปล่า อย่างน่าใจหาย ดังนี้
“งานหนังสือตายแล้ว”
ขออภัยที่ต้องกล่าวบั่นทอนกำลังใจและระคายหูสำนักพิมพ์และคนทำหนังสือเช่นนี้ ผ่านไปเกินครึ่งทางแล้ว หากไม่หลอกตัวเองจนเกินไป จากจำนวนคนอ่าน จากยอดขาย เราน่าจะต้องยอมรับว่างานหนังสือครั้งนี้มาถึงจุดวิกฤต แบบรักฉุดใจ ติดไซเรน เรียกหมอฉลามหมอเป้งมาทำ CPR ด่วนๆ คือโลกไปไกลแล้ว แต่เราจัดงานหนังสือด้วยรูปแบบเดิมๆ แบบนี้มากี่ปีแล้วนะ
ย้ายมาที่ใหม่ ก็ยังจัดงานในรูปแบบเดิม ทั้งที่ควรจะเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ฉีกรูปแบบเดิมๆ ทิ้งไป สร้างความแปลกใหม่ ลบข้อจำกัดและสร้างจุดสนใจจนคนลืมหน้าตาของงานเดิม แต่ไม่เลย เหมือนเดิมเป๊ะ แถมจำนวนบูธน้อยลง กิจกรรมน้อยลง จึงห้ามไม่ได้ที่คนจะเปรียบเทียบกับงานที่จัดที่ศูนย์สิริกิติ์ และจนถึงตอนนี้คนก็ยังเรียกร้องให้ไปจัดไบเทค (ซึ่งเงื่อนไขเรื่องราคาค่าเช่าและช่วงเวลาในการจัดงานไม่ลงตัว)
ไม่เถียงว่า โจทย์ยากของงานหนังสือครั้งนี้คือเรื่องสถานที่จัดงาน ที่ย้ายไปอิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่ถึงตอนนี้คนอ่านพูดเป็นเสียงเดียวกัน ถึงความยากลำบากของการเดินทางไปกลับ และความแออัดของสภาพการจราจร ปัญหาที่จอดรถ ฯลฯ โดยทีมผู้จัดงานพยายามแก้โจทย์นี้ด้วยการมีบริการรถตู้ฟรีจากศูนย์ราชการนนทบุรี แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะรองรับนักอ่านและสร้างความสะดวกสบายได้อย่างดีและทั่วถึง จนเป็นเงื่อนไขหลักที่ทำให้คนอ่านตัดสินใจไม่มางาน (รถตู้นั่งได้กี่คนคะคุณ เพื่อรองรับคนเดินงานหลักหมื่นหลักแสนที่เราคาดหวังเนี่ยนะ ปรับเป็น Shuttle Bus ดีไหม หรือจะครีเอทเป็นการยกขบวนเฮฮามาอิมแพคแบบฉิ่งฉาบทัวร์ นักเขียนดังๆ 1 คน / 1 คัน เดินทางมาพร้อมคนอ่านเลย แค่ตัวอย่างคิดเร็วๆ หนุกๆน่ะ)
อีกจุดอ่อนสำคัญของงานครั้งนี้นอกไปจากข้อจำกัดเรื่องสถานที่คือ การไม่มีสิ่งดึงดูดใจที่คุ้มค่าแก่การเสียเวลาเดินทางไป การประชาสัมพันธ์ที่ขาดคีย์ แมสเซจ ที่โดนใจ หรือความเร้าใจอื่นนอกจากสารที่บอกว่า “ยกขบวนไปอิมแพ็ค” (แล้วไง มีอะไร ไปทำไม) เมื่อไม่มีคอนเทนส์ของงานที่น่าสนใจ การที่สื่อจะเล่นประเด็นต่อจึงเป็นไปได้ยาก รวมทั้งขาดการตีฆ้องร้องป่าวถึงกิจกรรมต่างๆ ของสำนักพิมพ์ที่ดูเหมือนจะแยกส่วน ต่างคนต่างทำ และไม่เป็นภาพรวมภายใต้คีย์วิช่วลเดียวกัน (ก็นะ คีย์วิช่วลกลางของงานก็ไม่ค่อยปัง คาแรคเตอร์หนังสือนั่นน่าเกลียดทุกตัวค่ะคุณ หรือมีใครชอบ? ถามจริง?)
อ้อ ลืมไปได้ไง มีกิจกรรม ‘100 นักเขียนเปลี่ยนชีวิต’ ด้วย ซึ่งอันที่จริงคืออายุเหยียบร้อย ลองไปดูรายชื่อนักเขียนแต่ละคนที่ขึ้นเวทีเสวนาสิ น่าสนใจโคตรๆๆ เด็กๆ ที่ไปงานคงเกาหัวแกร๊กๆ ว่าใครวะ ลุงคนนี้เขียนหนังสือเล่มสุดท้ายเมื่อไหร่เหรอ? ชื่อหนังสือว่าอะไร ยังหาซื้อได้ไหม คำตอบคือน่าจะได้ค่ะ โซนหนังสือเก่าโน่นเลย เหลือเล่มละ 20-30 ว๊ายยย
การจัดโปรโมชั่นลดราคาหนังสือ การแจกไอแพด และการแจกคูปองส่วนลด จึงไม่เพียงพอสำหรับต่อรองกับความคุ้มค่าของเวลาและค่าเดินทางที่ต้องจ่ายในการเดินทางมางาน และไม่สามารถสร้างกระแสในโซเชียลมีเดีย อันเป็นการบอกกันปากต่อปากซึ่งทรงพลังในการสื่อสาร (หรือหากจะสร้างกระแสปากต่อปากได้ก็คือการบ่นถึงปัญหาการเดินทางจนทุกคนเข็ดขยาด)
นิทรรศการหลักของงานครั้งนี้คือ Bring Content to Life ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยเห็นสื่อไหนพูดถึง น่าเสียดายที่คุณไม่ได้ไปสัมผัส ต้องขอชื่นชมโครงสร้างและผนังสีขาวของนิทรรศการว่าเรียบเนียนระดับเดียวกับแกลเลอรี ช่างฝีมือดีเก็บงานได้เนี้ยบนิ้งน่าประทับใจ ส่วน Content นั้นเรียกได้ว่าระดับพื้นผิว จนชวนตั้งคำถามว่าไหน Content
เมื่อขาดความเร้าใจ ไม่คุ้มค่าต่อการเดินทางมา ก็ถูกแล้วที่คนอ่านจะส่ายหน้า คนขายจะตบยุง โดยเฉพาะในช่วงวันธรรมดา จนการจัดงานครั้งนี้เป็นงานสำนักพิมพ์พบสำนักพิมพ์ (เจ็บปวดเหี้ยๆ) ซึ่งไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ซึ่งเป็นเจ้าภาพของงาน ควรใช้โอกาสนี้พูดคุย หารือร่วมกันกับสำนักพิมพ์ต่างๆ เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และเริ่มต้นแก้ไขปัญหาด้วยการรับฟัง และยอมรับความจริง ทำงานครั้งแรกเจอโจทย์ยาก สมาชิกก็พร้อมเข้าใจ ไม่ต้องอ้างการนับคลิ๊กเกอร์ยอดผู้เข้างานว่าพอๆ กับที่ศูนย์สิริกิติ์ เพราะว่ามองมาจากดวงจันทร์ก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
ดังนั้นแล้ว เราจึงได้เห็นโปรโมชั่นกระหน่ำ การสั่งซื้อออนไลน์ลดราคาเท่างานหนังสือ หรือการ ‘รับหิ้ว’ โดยสำนักพิมพ์เอง แก้เกมเฉพาะหน้า ยอมเฉือนเนื้อจนเลือดซิบๆ เพื่อไม่ให้บาดเจ็บล้มตายไปมากกว่านี้ ซึ่งยอดออนไลน์ก็ช่วบชุบชูใจสำนักพิมพ์ขึ้นมาบ้าง แต่คำถามก็คือ อย่างนั้นแล้วเราจะมีบูธไปทำไม จัดสัปดาห์สั่งหนังสือออนไลน์พร้อมกันไปเลยดีไหม
คำถามต่อไปก็คือ แล้วงานครั้งหน้าจะเป็นยังไง จัดที่นี่เหมือนเดิมไหม ชะตากรรมของคนทำหนังสือจะเป็นยังไงกันต่อจากนี้ เมื่อมีการเปิดข้อมูลมาแล้วว่าสมาคมฯ ยังไม่มีการเซนต์สัญญากับอิมแพ็คว่าจะจัดงานที่นี่ต่อในระยะยาว ที่ผ่านมาเป็นการเซนต์สัญญาแค่ครั้งเดียว และครั้งนี้ถือเป็นการทดลอง กรรมการชุดนี้สามารถพิจารณาสถานที่ใหม่ได้
หรือเราจะลดสเกลงานลงเพื่อหาสถานที่ที่เหมาะสมลงตัว จัดงานให้เฉพาะกลุ่มสำนักพิมพ์และประเภทหนังสือ หรือสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้คนอ่านอยากดั้นด้นที่จะไป หรือเราจะงดจัดงานไปเลย 3 ปี หรือแท้จริงแล้วมันไม่ได้อยู่ที่ไกลไม่ไกล อยู่ที่น่าสนใจหรือไม่น่าสนใจ คำตอบอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราจะสรุปได้ในวันนี้ และงานหนังสือจะฟื้นจากความตายได้หรือไม่ เป็นโจทย์ที่ท้าทายคนในวงการหนังสือ แต่เพราะว่าเป็นคนทำหนังสือเนี่ยแหละ มันต้องช่วยกันคิดได้เซ่!!!!
ขอบคุณ เฟซบุ๊ก Panithita Kiatsupimon