ประกาศ! เรียกคืนสารพิษทางการเกษตร ภายใน15วัน


ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคำสั่งจัดเก็บสารพิษทางการเกษตร ใครมีไว้ต้องส่งให้เจ้าหน้าที่ภายใน 15 วัน ตามคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ที่ 1511/2562 เรื่อง การดำเนินการกับวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 ที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 41 มาตรา 43 และมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 วัตถุอันตรายตามคำสั่งนี้ หมายความว่า วัตถุอันตรายไกลโฟเซต ไกลโฟเซต -เซสควิโซเดียม ไกลโฟเซต – โซเดียม ไกลโฟเซต – ไดแอมโมเนียม ไกลโฟเซต – ไตรมีเซียมไกลโฟเซต -โพแทสเซียม ไกลโฟเซต – โมโนเอทิลแอมโมเนียม ไกลโฟเซต – โมโนแอมโมเนียม ไกลโฟเซต -ไอโซโพรพิลแอมโมเนียมคลอร์ไพริฟอส คลอร์ไพริฟอส – เมทิล พาราควอต พาราควอตไดคลอไรด์และพาราควอตไดคลอไรด์ [บิส (เมทิลซัลเฟต)] ที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ออกตามความในมาตรา 18 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

 

ข้อ 2 ให้วัตถุอันตราย ตามข้อ 1 ที่อยู่ในความครอบครอง ก่อนวันที่ประกาศกำหนดให้วัตถุอันตรายนั้นเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ต้องแจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครอง ภายใน 15 วัน นับแต่ประกาศกำหนดให้วัตถุอันตรายดังกล่าว เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลบังคับใช้แล้ว ดังนี้
2.1 กรุงเทพมหานคร แจ้งที่ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร
2.2 ภูมิภาคแจ้งที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่
– สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก
– สำนักวิจัยและพัฒนากำรเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น
– สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี
– สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดชัยนาท
– สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี
– สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
– สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา

 

ข้อ 3 ให้ผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตราย ตามข้อ 2 ส่งมอบวัตถุอันตรายดังกล่าว ที่อยู่ในความครอบครอง ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่แจ้งปริมาณการครอบครอง ดังนี้
3.1 กรุงเทพมหานคร ส่งมอบที่ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร
3.2 ภูมิภาคส่งมอบที่

– สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ สำนักวิจัยและพัฒนา
– สำนักวิจัยและพัฒนำกำรเกษตรเขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก
– สำนักวิจัยและพัฒนำกำรเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น
– สำนักวิจัยและพัฒนำกำรเกษตรเขตที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี
– สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดชัยนาท
– สำนักวิจัยและพัฒนำกำรเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี
– สำนักวิจัยและพัฒนำกำรเกษตรเขตที่ 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
– สำนักวิจัยและพัฒนำกำรเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา

คำสั่งนี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

 

ที่มา : Ratchakitcha