อาม่าวัย 76 ยื่นฟ้อง “ลูกสาว-ธนาคาร” หลังนอนป่วยอยู่ รพ. โดนยักยอกเงิน 250 ล้านบาท


ยื่นฟ้อง “ลูกสาว-ธนาคาร” “อาม่าฮวย” อายุ 76 ปีพร้อมทนาย ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งพระโขนงว่าธนาคารดังแห่งหนึ่งพร้อมพนักงาน ถูกลูกสาวยักยอกเงินกว่า 250 ล้านบาท ขณะป่วยนอนพักที่โรงพยาบาล

วันที่ 19 พ.ย.62 นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ พร้อมนางฮวย ศรีวิรัตน์ อายุ 76 ปี หรือ อาม่าฮวย ได้เดินทางมาที่ศาลแพ่งพระโขนง เพื่อยื่นฟ้องแพ่ง ต่อ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด พนักงานธนาคาร และลูกสาวของตนเอง ที่ได้ร่วมกันยักยอกเงินออกจากธนาคารไปพร้อมดอกเบี้ยเป็นจำนวนเงินกว่า 350 ล้านบาท

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่อาม่านอนป่วยด้วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ต้องเจาะคอ มือเท้าอ่อนแรง ไม่สามารถช่วยเหลือตนเอง ที่โรงพยาบาล ต่อมาเมื่อออกจากโรงพยาบาลกลับมาบ้าน ก็ไม่ได้รับการดูแลที่ดี การทำกายภาพบำบัดก็ไม่ได้ตามมาตรฐาน จนกระทั่งอาม่าอยากตรวจสอบหาเงินในธนาคาร ที่ฝากไว้กับธนาคารกสิกร 2 บัญชี และทรัพย์สินอื่นๆ ภายในตู้เซฟที่เก็บหอมรอมริบมากว่า 30 ปี จากการทำธุรกิจเครื่องทำความเย็น ที่มีอยู่กว่า 250 ล้านบาท จากการค้นปรากฏว่าไม่มีเงินเหลือ ครั้นเมื่อถามลูกสาวและเจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกร กลับเพิกเฉยไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ จึงต้องออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมเพื่อนำเงินกลับคืน

โดยเมื่อวันที่ 18 พ.ย.62 ที่ผ่านมา นายอนันต์ชัย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงพฤติกรรมของลูกสาวอาม่าฮวยว่า ได้ร่วมกับพนักงานธนาคารชื่อดัง จำนวน 4 คน เปลี่ยนเงื่อนไขการเบิกถอนเงินเดิมในบัญชีออมทรัพย์ จากลงลายมือชื่อเป็นพิมพ์ลายนิ้วมือ และปลอมหนังสือมอบอำนาจ เบิกถอนเงิน และสั่งจ่ายเช็คแทนในบัญชีกระแสรายวัน ถอนเงินออกจากบัญชี อีกทั้งลักเอาเงินออกจากกองทุนเปิดฯ ของอาม่าฮวยกว่า 250 ล้านบาท ไปจนหมดเกลี้ยง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตุการณ์นี้เป็นข่าวขึ้นมาทางธนาคารกสิกรไทย ได้ออกแถลงการณ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า

“จากกรณีนางฮวย ศรีวิรัตน์ (อาม่าฮวย) ได้ฟ้องคดีอาญาลูกสาว และพนักงานของธนาคารกสิกรไทยความผิดฐานลักทรัพย์ ทำเอกสารปลอม และใช้เอกสารปลอม เกี่ยวกับการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกค้าและฟ้องคดีแพ่งกับธนาคารนั้น

ธนาคารขอชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อปี 2557 และพนักงานดำเนินการไปตามความประสงค์ลูกค้าผ่านทางญาติสนิท โดยไม่มีเจตนาทุจริต ทั้งนี้ ในชั้นนี้มีการฟ้องร้องเป็นคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ซึ่งจะต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ทั้งรายการที่เกิดในฝั่งธนาคาร ข้อมูลความสัมพันธ์ในทางครอบครัว และข้อมูลแวดล้อมอื่นๆ โดยธนาคารพร้อมให้ข้อเท็จจริงและนำเสนอพยานหลักฐานต่อศาล และยินดีปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรม”