ก.พาณิชย์ จัดกลุ่มยา ก่อนกำหนดต้นทุน-กำไรให้เอกชน ป้องกันการขายแพงเกินจริง


มาตรการเข้ม! “พาณิชย์”แบ่งยา 1 แสนรายการเป็น 12 กลุ่ม ก่อนกำหนดอัตรากำไร พร้อมนำเผยแพร่บนเว็บไซต์ หวังป้องไม่ให้รพ.เอกชนโขกราคาผู้ป่วย

วันที่ 9 มกราคม 2563 – นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการกำหนดกำไรส่วนต่างราคายาของโรงพยาบาลเอกชน เพื่อแก้ปัญหาราคายาแพงเกินจริง ว่า ขณะนี้การดำเนินการมีความคืบหน้าเป็นลำดับ โดยคณะทำงานซึ่งประกอบด้วย กรมการค้าภายใน, คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กระทรวงสาธารณสุข, โรงพยาบาลเอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านยา

โดยได้ร่วมกันแบ่งกลุ่มยาที่โรงพยาบาลเอกชนได้ส่งมาให้กว่า 1 แสนรายการออกเป็น 12 กลุ่มตามราคาต้นทุน ดังนี้

กลุ่ม 1 ราคาเม็ดละ 0-0.20 บาท

กลุ่ม 2 ราคา 0.20 – 0.50 บาท

กลุ่ม 3 ราคา 0.50-1 บาท

กลุ่ม 4 ราคา 1-5 บาท

กลุ่ม 5 ราคา 5-10 บาท

กลุ่ม 6 ราคา 10-50 บาท

กลุ่ม 7 ราคา 50-100 บาท

กลุ่ม 8 ราคา 100-500 บาท

กลุ่ม 9 ราคา 500-1,000 บาท

กลุ่ม 10 ราคา 1,000-5,000 บาท

กลุ่ม 11 ราคา 5,000 -10,000 บาท

กลุ่ม 12 ราคา 10,000 บาทขึ้นไป

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่แบ่งยาทั้งหมดออกเป็น 12 กลุ่มแล้ว คณะทำงานจะศึกษาและคำนวณต้นทุน ราคาขาย กำไร เพื่อนำมาหาค่าเฉลี่ยในแต่ละกลุ่ม ก่อนที่จะกำหนดเพดานกำไรว่า ยาในแต่ละกลุ่มจะมีกำไรได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาต้นทุน แล้วจะประกาศให้โรงพยาบาลเอกชนได้รับทราบ เพื่อไม่ให้จำหน่ายยาที่แพงเกินไป รวมทั้งจะเผยแพร่บนเว็บไซต์กรมที่ www.dit.go.th หลังจากที่ผ่านมา พบว่า โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งคิดกำไรยาบางรายการสูงมากในระดับ 1,000-10,000% จนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่เข้าไปใช้บริการ

“จากการแบ่งกลุ่มยาออกเป็น 12 กลุ่ม พบว่า ยาที่มีราคา 10-50 บาท มีมากถึง 45,000 รายการ รองลงมาเป็นราคา 1-5 บาทมีกว่า 26,000 รายการ ซึ่งเมื่อศึกษาและกำหนดเพดานกำไรส่วนต่างได้แล้ว จะรีบประกาศขึ้นเว็บไซต์ทันที โดยการกำหนดเพดานกำไรส่วนต่างของโรงพยาบาลเอกชน ถือว่าเป็นมาตรการสำคัญ จึงต้องศึกษารายละเอียดอย่างรอบรอบ และศึกษาผลกระทบทุกมิติ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย” นายประโยชน์ กล่าว

รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวอีกว่า ไม่สามารถกำหนดเพดานกำไรส่วนต่างของยาทุกรายเป็นอัตราเดียวกันได้ทั้งหมด เพราะจะมีผลกระทบต่อผู้จำหน่ายและผู้ป่วยอย่างมาก เช่น ยาที่ซื้อมาในราคาเพียง 20 สตางค์ หากกำหนดให้มีกำไรได้ไม่เกิน 100% ก็เท่ากับให้ขายได้ในราคาไม่เกิน 40 สตางค์ ซึ่งยังถือว่าไม่แพงมาก และผู้ป่วยยังรับได้ แต่หากเป็นยาที่ต้นทุนสูงถึง 100,000 บาท และถ้ากำไรส่วนต่างไม่เกิน 100% ก็เท่ากับสามารถตั้งราคาขายได้สูง 200,000 บาท จะสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ดังนั้น ยาที่มีต้นทุนต่ำก็อาจปล่อยให้โรงพยาบาลเอกชนขายได้ในราคาสูงกว่ายาที่มีต้นทุนสูง

ส่วนความคืบหน้าในการนำค่าบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชน ประมาณ 5,000 รายการ เช่น ค่าเอกซเรย์, ค่าตรวจเลือด, ค่าห้องพักผู้ป่วย, ค่าอาหาร เป็นต้น มาจัดทำเป็นคิวอาร์โค้ดแล้วจัดส่งให้โรงพยาบาลเอกชนนำไปติดตั้งในที่ที่เห็นได้ง่าย เพื่อให้ประชาชนสแกนเพื่อเปรียบเทียบค่าบริการของโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่ง รวมถึงจะนำเผยแพร่บนเว็บไซต์กรมฯ เช่นเดียวกับที่ได้ดำเนินการไปแล้วกับยานั้น ล่าสุด กรมฯ อาจนำร่อง 300 รายการก่อน จากเดิมที่คาดว่าจะนำร่อง 200 รายการ โดยคาดว่า จะเผยแพร่บนเว็บไซต์ได้ในช่วงต้นปี 2563