หลายฝ่ายในสหรัฐฯ แสดงความกังวล หลังทรัมป์เซ็นเพิ่มหนี้อีก 4.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ


หลายฝ่ายในสหรัฐฯ ออกมาแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับนโยบายทางการคลังของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐฯ เพิ่มหนี้ให้กับประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

จากข้อมูลระบุว่า นับตั้งแต่ทรัมป์ก้าวเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2017 หนี้ของประเทศได้เพิ่มขึ้นจากที่เคยต่ำกว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 604.80 ล้านล้านบาท) กลายเป็นขยับขึ้นสูงกว่า 23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 695.52 ล้านล้านบาท)

ล่าสุด คณะกรรมการดูแลงบประมาณของรัฐบาลกลาง (Committee for a Responsible Federal Budget) เผยว่า ทรัมป์ ได้ลงนามในกฎหมายรับรองการเพิ่มหนี้แห่งชาติมูลค่า 4.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 142.17 ล้านล้านบาท) สำหรับช่วงปี 2017-2029

สำหรับหนี้มูลค่า 4.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นี้ได้รับการลงนามในกฎหมายโดยทรัมป์ เพิ่มเติมจากหนี้สาธารณะปัจจุบันที่มีตัวเลขอยู่ที่ 17.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 520.29 ล้านล้านบาท) รวมถึงหนี้อีก 9.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 278.20 ล้านล้านบาท) ที่ถูกคาดหมายว่าจะมีการกู้ยืมกันในศตวรรษหน้า

ด้านกลุ่มเฝ้าระวังออกมาแสดงความวิตกกังวลถึงหนี้สาธารณะของประเทศว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการขาดดุลประจำปีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ในอนาคตอันใกล้ ทั้งยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ จึงแทบจะเป็นที่แน่นอนแล้วว่าระดับหนี้สินจะทะลุสถิติที่เคยบันทึกไว้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าหนี้ของสหรัฐฯ จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 97 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2029 ทว่าจะลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 82 หากไม่มีการออกกฎหมายเพิ่มหนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่มา: สำนักข่าวซินหัว