คณะนักวิจัยจีนค้นพบยาในคลังที่ใช้อยู่ปัจจุบัน 3 รายการ ที่สามารถออกฤทธิ์ยับยั้งไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (2019-nCoV) ในระดับเซลล์ได้ค่อนข้างดี
หนังสือพิมพ์ Hubei Daily ซึ่งเป็นสื่อท้องถิ่นของจีนรายงานเมื่อวันพุธ (29 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่าคณะนักวิจัยจีนค้นพบยาในคลัง 3 รายการ ได้แก่ เรมเดซิเวียร์, คลอโรควิน และริโทนาเวียร์ โดยปัจจุบันยาทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนสำคัญเพื่อรอการอนุมัติการใช้รักษาพยาบาล
สำหรับยาทั้ง 3 รายการนี้ต่างมีประวัติการใช้รักษา โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
- ยาเรมเดซิเวียร์เป็นยาต้านการรวมตัวของสารพันธุกรรมอาร์เอ็นเอ (RNA) ที่เคยใช้รักษาโรคอีโบลา
- ยาคลอโรควินเป็นยารักษาโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งมักใช้รักษาโรคมาลาเรีย โรคติดเชื้ออะมีบา และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
- ยาริโทนาเวียร์เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวี (HIV)
การค้นพบครั้งนี้เป็นความร่วมมือจากคณะนักวิจัยสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (AMMS) และสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น (WIV) สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS)
นับตั้งแต่ไวรัสฯ เริ่มแพร่ระบาด คณะนักวิจัยหลายกลุ่ม ซึ่งนำโดยสถาบันไวรัสวิทยาฯ ทำการวิจัยด้านต่างๆ 5 ด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ตรวจหาโรคได้อย่างรวดเร็ว ยาหรือวัคซีนต้านไวรัส การวิจัยสอบทวนแหล่งที่มาจากสัตว์ สมุฎฐานวิทยาหรือการศึกษาสาเหตุและต้นกำเนิดของโรค และการวิจัยด้านระบาดวิทยา
อีกทั้ง คณะวิจัยกลุ่มหนึ่งนำโดยสื่อเจิ้งหลี่ นักไวรัสวิทยาผู้มีชื่อเสียงประจำสถาบันไวรัสวิทยาฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธ (29 ม.ค.) ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่อาจมีแหล่งกำเนิดจากค้างคาว โดยพวกเขาอธิบายว่าลำดับจีโนมหรือข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่มีความคล้ายคลึงกับไวรัสโคโรนาชนิดที่มาจากค้างคาวสูงถึงร้อยละ 96 อีกทั้งไวรัสสายพันธุ์ใหม่ยังมีตัวรับ (receptor) ที่ใช้เซลล์ลักษณะเดียวกับไวรัสโรคซาร์ส โดยการค้นพบล่าสุดปรากฏหลักฐานชิ้นสำคัญสำหรับศึกษาพยาธิวิทยาและแหล่งกำเนิดของไวรัสฯ ด้วย
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 ม.ค. คณะนักวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ยืนยันลำดับจีโนมทั้งหมดของไวรัสฯ และสามารถแยกสายของไวรัสได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ต่อมาวันที่ 11 ม.ค. สถาบันฯ มอบข้อมูลลำดับจีโนมของไวรัสฯ แก่องค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวไปทั่วโลก
นอกจากนี้คณะนักวิจัยของสถาบันฯ ยังพัฒนางานวิจัยการทดสอบแอนติบอดีหรือโปรตีนภูมิคุ้มกันสำหรับการวิจัยในอนาคต เพื่อต่อสู้กับไวรัสร้ายซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วถึง 170 ราย และส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อถึง 7,711 ราย เมื่อนับถึงสิ้นวันพุธที่ผ่านมา (29 ม.ค.)
ที่มา: สำนักข่าวซินหัว