เชื่อว่าหลายๆ ท่าน คงมีความปรารถนาในชีวิตที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือการมีความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งเราจะขอนำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ สร้างความมั่นคงทางการเงิน และเปลี่ยนตัวคุณให้กลายเป็นเศรษฐีในที่สุด
1.พัฒนาการวางแผนทางการเงิน
อุปสรรคสำคัญของคนที่ไม่มีเงินเก็บ คือขาดการวางแผนทางการเงิน ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจทำอะไรต่างๆ อย่างสมเหตุสมผล และบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้ สำหรับการเขียนแผนทางการเงินสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่กำหนดประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้
• ทำรายจ่ายที่จำเป็นภายใต้งบประมาณที่มีอยู่
• วางแผนค่าใช้จ่ายในอนาคตที่อาจต้องเพิ่มขึ้น
• แบ่งเงินที่มาจากรายได้มาไว้เป็นเงินเก็บ
2. มองถึงช่องทางสำหรับการหารายได้เพิ่ม
ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องค่าครองชีพ, ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาวะเศรษฐกิจจึงทำให้เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงิน ดังนั้น วิธีที่จะช่วยในเรื่องนี้ได้ คือการมองหาช่องทางการหารายได้เพิ่ม เช่น งานฟรีแลนซ์ ,ขายของออนไลน์ หรือนำเงินเก็บไปลงทุนทำธุรกิจ เหล่านี้จะช่วยบรรเทาเรื่องค่าใช้จ่าย รวมถึงทำให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นจากเดิม
3.หาความรู้ให้กับตัวเอง
อย่างที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันเป็นโลกยุคดิจิทัล ที่เรื่องราวต่างๆ มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เพื่อให้ตามกระแสทัน ขอแนะนำว่าให้เพื่อน ๆ หาความรู้ให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา เช่น การอ่านหนังสือ การติดตามข่าวสารบ้านเมือง เพราะจะทำให้คุณกลายเป็นคนที่มีความรู้รอบตัว และรู้ถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้มองเห็นถึงโอกาสต่างๆ ที่ประโยชน์ และสามารถสร้างรายได้ต่อไปในอนาคต
4.มีวินัยในการออม
สิ่งหนึ่งที่จะสร้างความมั่นคงทางการเงินได้นั้น คือการรู้จักการออมเงินจนเป็นนิสัย หรือแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวม หรือซื้อประกัน อย่างไรก็ตาม วิธีที่จะเก็บเงินได้ดีที่สุด คือการมีวินัยในการออมเงินในจำนวนที่เท่ากัน หรือมากกว่าในแต่ละเดือน รวมถึงเพื่อนๆ อาจจะจัดสรรเงินด้วยการแบ่งเป็นลงทุนกับกองทุนรวมร้อยละ 10 และฝากออมทรัพย์ร้อยละ 5
5.รู้จักใช้เงินให้คุ้มค่า
“ความประหยัด” จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้เพื่อนๆ มีความมั่งคงทางการเงิน โดยดูได้จากบุคคลที่ร่ำรวยระดับโลก พวกเขาจะมีวินัยทางการเงิน ไม่ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย หรือใช้ของที่มีความหรูหรามากจนเกินไป ซึ่งการตัดสินใจซื้อสินค้าในแต่ะละครั้งจะดูว่ามีความจำเป็นต้องใช้จริง ๆ หรือไม่