เตรียมรับมือความปกติที่มาใหม่ จากโควิด-19 สู่ New Normal เมื่อ “โลกปรับ คนเปลี่ยน”


การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โควิด ไนน์ทีน” (Covid-19) จากการรายงานข่าวที่ระบุข้อมูลว่า จุดเริ่มต้นของการระบาดครั้งแรกเกิดขึ้นที่ตลาดค้าสัตว์ป่าเมืองอู่ฮั่น หรือตลาดขายอาหารทะเลสด South China Sea ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน จากนั้นได้แพร่กระจายไปในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไม่เพียงเฉพาะไทย แต่ยังแพร่กระจายและเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อไปทั่วโลก โดยล่าสุดมีผู้ติดเชื้อโควิด-19  ทะลุ 3,163,000 และเสียชีวิต 219,332 รายในวันนี้ (30 เมษายน 2563) 

 

 

แม้ว่ายอดล่าสุดจากการรายงานของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด -19 (ศบค.) ประจำวันที่ 30 เมษายน 2563 พบว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 7 ราย รวมผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด 2,954 ราย หายป่วยเพิ่ม 22 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต โดยเป็นตัวเลขผู้ติดเชื้อหลักเดียวต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยกำลัง “มาถูกทาง” แม้ว่าในทางปฏิบัติเรายังคงต้องรัดกุมในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะการคงไว้ซึ่งมาตรการเพื่อความปลอดภัย และคุมวินัยให้อยู่ตามมาตรฐาน ตั้งการ์ดให้เข้มแข็ง ที่ ศบค. เน้นย้ำมาตลอด 

 

 

คลิกอ่าน : สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  30 เมษายน 2563

 

หากมองในมุมของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ได้กล่าวในงานเวทีสัมมนา “โลกเปลี่ยน คนปรับ ความพอเพียงในโลกหวังโควิด” ผ่านระบบออนไลน์ ระบุว่า

 

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ (รมว.อว)

 

การเปลี่ยนแปลงของสังคมหลังปัญหาไวรัสโควิด-19 จากนี้ไป ไวรัสโควิด จะผลักดันให้สังคมเปลี่ยนแปลงตัวเองรวดเร็วมากขึ้นอีกหลายด้าน การรับมือจึงต้องทำผ่านแนวทางการใช้ 7 ขยับปรับเปลี่ยนโลก ประกอบด้วย

1.โมเดลตลาดเสรี เปลี่ยนเป็นการร่วมสร้างสรรค์ตลาดร่วมกัน

2.การแข่งขันการผลิตและบริโภค จะหันมาร่วมมือกันมากขึ้น

3.การมุ่งเน้นเติบโตทางเศรษฐกิจ หันมามุ่งเน้นการเติบโตอย่างสมดุล

4.การสร้างระบบนิเวศน์การเติบโตทางเศรษฐกิจ เอื้อต่อการเติบโตของมนุษย์

5.การมีชีวิตร่ำรวยทางวัตถุ ต้องเปลี่ยนมาเป็นการหาความร่ำรวยความสุข

6.แนวทางเศรษฐกิจเส้นตรง เน้นมาใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน

7.การตักตวงผลประโยชน์จากส่วนรวม เปลี่ยนมาเป็นการช่วยรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงต้องกำหนดวาระขับเคลื่อนประเทศไทย เตรียมพร้อมสู่โลกหลังโควิด ต้องกำหนดกระบวนทัศน์การพัฒนายุคใหม่ การใช้ 7 ขยับปรับเปลี่ยนโลก โดยการสร้างพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์ประเทศไทย การกำหนดวาระการขับเคลื่อน จากแผนปฏิรูปเดิม ยุทธศาสตร์ชาติฉบับเดิม 20 ปี เช่นมาดูว่าต้องทบทวนอย่างไร เพื่อหวังแสวงหาผลลัพธ์ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสุขของสังคม การรักษ์สิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญาของมนุษย์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

 

 

ขณะที่ความเห็นจากภาคเอกชน นักวิชาการรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ มองแนวทางความเป็นไปได้ของการปรับใช้ชีวิต เช่นการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แม้ต่างชาติจะมองว่าไม่ทันสมัย แต่พบว่าเป็นแนวทางที่ปรับใช้ได้ในระดับสากล และมีบทบาทอย่างมากในสังคมยุคใหม่

 

 

นอกจากนี้ ด้านการรักษาป้องกันโดยต้องใช้วัคซีน และยารักษาโรค ทำอย่างไรให้รายย่อย ประชาชนทั่วไปสามารถจะเข้าถึงยารักษาโรคได้อย่างเท่าเทียม เช่นการใช้กลไก ของ อสม. เข้าไปช่วยดูแลชุมชน เพื่อการป้องกันปัญหาโควิด -19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแบบอย่างให้หลายประเทศนำไปปรับใช้ เพราะ อสม.เข้าถึงทุกชุมชน จึงต้องพัฒนากลุ่ม อสม.ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อรองรับภัยโรคระบาดในอนาคต

 

 

ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากโควิด ปัญหาของเรื่องสิ่งแวดล้อม ขยะ ถุงพลาสติก ที่เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากการสั่งอาหารมารับประทานที่บ้าน การสั่งสินค้า ของใช้ในบ้าน ผ่านออนไลน์สร้างปัญหาส่ิงแวดล้อมอย่างมาก เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ต้องปรับวิถีชีวิตหลังโควิด ไปสู่ New Normol ด้านรัฐบาลต้องปรับนโยบาย ส่งเสริมจิดสำนึกจิตสาธารณะ เพื่อจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

 

 

อีกทั้ง ปัญหาด้านการจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่พบว่าหลังจากเราประสบปัญหาโควิด-19 การจราจรที่เคยติดขัด คลี่คลายไปอย่างมาก การเดินทางใน กทม.และจังหวัดใกล้เคียงใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที จากเดิมที่ต้องใช้เวลานานนับชั่วโมง สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างมาก เมื่อหลายหน่วยงาน หลายองค์กร กำหนดให้พนักงาน เจ้าหน้าที่บางส่วนทำงานจากบ้าน เพราะไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องแต่งตัว ไม่ต้องแต่งหน้า แต่สามารถทำให้งานหลายหน่วยงานเดินหน้าต่อไปได้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมต่อไป พร้อมทั้งต้องสร้างแรงดึงดูดให้แรงงานอยากเดินทางกลับภูมิลำเนาที่ต่างจังหวัด เพื่อพัฒนาอาชีพ และมีรายได้เลี้ยงตัวเองจากพื้นถิ่นเดิม 

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัตกรรมแห่งชาติ (สกอว.) กล่าวว่า การกำหนดแนวทาง New Normal ให้กับสังคมไทยจะลดปัญหาจราจรได้อย่างมาก เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตคนในสังคม การเข้าถึงทุกคนได้ทุกพื้นที่ ช่วยผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ การจัดระบบชีวอนามัย ในทุกองค์กรเพื่อดูแลป้องกันแพร่ระบาดของโรคต่าง ๆ สร้างอาชีพเกิดใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของทุกองค์กร เพราะหลังจากนี้ ไม่ว่าใครในโลก ก็ต้องหันมาให้ความสำคัญเรื่องการดูแลสุขภาพสูงมาก หลังจากที่ต้องเผชิญการเอาตัวรอดจากปัญหาการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 

 

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์  (ผอ.สกอว.)

ขณะเดียวกัน เมื่อชีวิตต้องเดินต่อไป อีกด้านของการอยู่ให้ได้ในท่ามกลางวิกฤต เมื่อไวรัสไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเร็ววันอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะยาวนานถึงปลายปี การเตรียมสังคมใหม่เพื่อใช้ชีวิตและข้อตกลงร่วมกันหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย รวมถึงการแก้วิกฤตเพื่อพลิกเป็น “โอกาส” ให้ได้ จึงถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและประชาชนคนไทยที่ต้องเตรียมรับมือ ความปกติแบบใหม่…อย่างยิ่ง