“วัคซีนโควิด-19” ขั้นทดลองของออสเตรเลีย กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี


คณะนักวิจัยของออสเตรเลียเปิดเผยว่าวัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ซึ่งอยู่ระหว่างการทดลอง แสดงศักยภาพกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่เพียงพอจะฆ่าเชื้อไวรัสฯ ในขั้นทดลองก่อนดำเนินการทดสอบในมนุษย์ (preclinical)

วัคซีนดังกล่าวพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยควีนสแลนด์ (UQ) ของออสเตรเลีย ใช้เทคโนโลยี “การหนีบในระดับโมเลกุล” (molecular clamp) ซึ่งได้รับสิทธิบัตรแล้ว โดยวัคซีนนี้ถูกนำไปทดสอบในหนูเมื่อไม่นานนี้และพบว่าสามารถกระตุ้นแอนติบอดีที่จำเป็นต่อการโจมตีไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคโควิด-19

บรรดาผู้นำของโครงการวิจัยนี้ต่างยินดีกับผลลัพธ์ที่ดีเพียงพอต่อการเร่งพัฒนาวัคซีนตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

“นี่คือสิ่งที่เราหวังไว้ และสร้างความโล่งอกแก่ทีมวิจัย ที่ฝากความเชื่อมั่นไว้กับเทคโนโลยีจากความร่วมมือด้านนวัตกรรมความพร้อมเกี่ยวกับโรคระบาด (CEPI) รัฐบาลจากส่วนกลางและควีนสแลนด์ ตลอดจนเหล่าพันธมิตรเพื่อการกุศลของเรา” ศาสตราจารย์พอล ยัง (Paul Young) ผู้ร่วมนำการวิจัยของโครงการร่วมของมหาวิทยาลัยฯ กล่าว

“เรายินดีอย่างยิ่งที่การตอบสนองของแอนติบอดีนั้นดีกว่าที่ทดลองในตัวอย่างจากผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่หายดี”

นอกจากนั้นตัวอย่างจากการทดลองในหนูยังถูกส่งไปยังสถาบันโดเฮอร์ที (Doherty Institute) ในนครเมลเบิร์น เพื่อทดสอบความสามารถในการโจมตีไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคโควิด-19 โดยเฉพาะอีกด้วย

ศาสตราจารย์คันทา ซับบาเรา (Kanta Subbarao) จากสถาบันฯ พบแอนติบอดีระดับสูงในตัวอย่างการทดลอง ซึ่งเธอชี้ว่าสามารถฆ่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีชีวิตในการเพาะเลี้ยงเซลล์

“นี่คือการค้นพบครั้งสำคัญยิ่ง เพราะมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่คล้ายกับของวัคซีนโรคซาร์ส (SARS) ในแบบจำลองสัตว์ ซึ่งนำไปสู่การป้องกันการติดเชื้อได้” ซับบาเรากล่าว

ขณะเดียวกันเวโรคลินิกส์ เอกซ์พลอร์ (Viroclinics Xplore) บริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ ผู้ร่วมโครงการกับมหาวิทยาลัยฯ กำลังทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนในสัตว์ขนาดใหญ่ชนิดต่างๆ ที่ติดเชื้อไวรัสฯ ก่อโรคโควิด-19 ซึ่งคาดว่าผลลัพธ์จะออกมาช่วงต้นเดือนมิถุนายน

“เวโรคลินิกส์ เอกซ์พลอร์ กำลังตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสามารถของวัคซีนในการป้องกันไวรัสที่มีชีวิตในการทดลองกับสัตว์ต้นแบบหลายชนิด ซึ่งความคืบหน้านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ตามกรอบเวลาและความสามารถที่มีในออสเตรเลีย หากปราศจากความร่วมมือครั้งนี้” คีท แชปเพิล (Keith Chappell) หัวหน้าโครงการร่วมของมหาวิทยาลัยฯ กล่าว

แม้จะไม่มีอะไรรับประกันความสำเร็จ แต่ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ ระบุว่าแรงสนับสนุนที่พวกเขาได้รับนั้น ทำให้พวกเขาก้าวไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่อสร้างวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพให้โลก

อ้างอิง: สำนักข่าวซินหัว