สงครามการค้าไม่นิ่ง – supply chain เปลี่ยนดัน “อาเซียน” เป็นคู่ค้าสำคัญของจีน


ประเทศในภูมิภาคอาเซียนอาจจะกลายเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญทางการค้ากับจีน หลังสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้จีนต้องปรับเปลี่ยน supply chain ทั่วโลก

การนำเข้า และส่งออกของจีนกับ 10 ประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียน พบว่าเพิ่มขึ้น 2% คิดเป็นมูลค่า 297.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคิดเป็นสัดส่วนการค้ากับจีน 14.7% เพิ่มขึ้น 14% จากปี 2019 หากเปรียบเทียบกับการค้ากับสหภาพยุโรปกับจีน พบว่าลดลง 5% คิดเป็นมูลค่า 284.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป เช่นเดียวกับการค้ากับสหรัฐฯ ก็พบว่าลดลงถึง 10%

อย่างไรก็ตาม จีนได้ขยาย supply chain ใหม่ ๆ ไปสู่ภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากความขัดแย้งในด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ จึงทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กำหนดไว้สำหรับสินค้าที่ผลิตจากจีน

ดังนั้น จีนจำเป็นต้องผูกสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ supply chain ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับความสัมพันธ์ด้านการค้าของกลุ่มประเทศอาเซียนกับจีนที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยการขนส่งทางเรือจากอาเซียนไปจีน เพิ่มขึ้น 24% ขณะที่จากจีนมายังอาเซียน เพิ่มขึ้น 29%

นอกจากนี้ บริษัทจีนหลายรายได้จัดตั้งศูนย์กลางการผลิตในประเทศอาเซียน เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีส่งออกที่สหรัฐฯ กำหนดไว้หากเป็นสินค้าที่ส่งออกมาจากจีน โดยเฉพาะเวียดนามที่อนุมัติการลงทุนโดยตรงคิดเป็นมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2019 เพิ่มขึ้น 75% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้จีนกลายเป็นกลุ่มประเทศนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 3 ของจีนไปเป็นที่เรียบร้อย

ทั้งนี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จีน และกลุ่มประเทศอาเซียนได้มีการปรับรุงข้อตกลงการค้าเสรี โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะลดอุปสรรคทั้งในเรื่องการผลิตสินค้า, อัตราแลกเปลี่ยน, การบริการ และการลงทุนอื่น ๆ ซึ่งการดำเนินนโยบายดังกล่าวของจีนเป็นความพยายามที่จะตอบโต้อิทธิพลจากสหรัฐฯ ด้วยการสนับสนุนทำการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียน

ที่มา: asia.nikkei