‘จิ้งหรีดไทย’ โปรตีนทางเลือกที่ตลาดโลกต้องการ


“จิ้งหรีด” กลายเป็นแหล่งโปรตีนมาแรงแห่งยุค และได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐอย่างจริงจังต่อเนื่อง นับตั้งแต่ได้รับการผลักดันให้เลี้ยงส่งออกไปตลาดอียู จีน และแคนาดา โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ปักธงนำร่องเริ่มต้นไว้ที่จังหวัดกาฬสินธุ์และมหาสารคาม จนจิ้งหรีดไทยสามารถตีตลาดดังกล่าวได้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดทั้งแช่แข็ง แปรรูปต้มบรรจุกระป๋องหรืออบบดเป็นโปรตีนผงผสมอาหาร

โดยในปี 2561 มีการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดทั่วประเทศกว่า 20,000 ฟาร์ม มีกำลังการผลิตกว่า 700 ตัน/ปี รวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท/ปี ปัจจุบันรัฐบาลยังได้มีการส่งเสริมให้ขยายพื้นที่เพาะเลี้ยงจิ้งหรีดแปลงใหญ่ได้มาตรฐานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้ “โครงการเกษตรฐานชีวภาพแมลงเศรษฐกิจใหม่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” เพิ่มเติมเพื่อผลักดันจิ้งหรีดไทยสู่ตลาดโลกอีกด้วย

 

ผลักดันจิ้งหรีดไทย สู่ตลาดโลก

ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมผลักดัน “จิ้งหรีดไทย” สู่ตลาดโปรตีนแห่งใหม่ในอนาคต หวังขยายฐานส่งออกสู่ตลาดโลก เร่งส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างรายได้ มอบหมายหน่วยงานในสังกัด ส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด พัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ สร้างความเชื่อมั่นในผลผลิตให้ผู้บริโภค หลังพบว่าทั่วโลกนิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย ทำให้ตลาดส่งออกไทยขยายตัวรวดเร็วมีการเติบโตถึงร้อยละ 23 ต่อปี

โดยเฉพาะในสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน จากการที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ส่งเสริมให้คนทั่วโลกหันมาบริโภคจิ้งหรีด ได้มีส่วนช่วยดันให้ตลาดส่งออกจิ้งหรีดไทยโตขึ้นด้วย ซึ่งครั้งนี้กระทรวงเกษตรได้ตั้งเป้าหมายขยายพื้นที่การผลิตไปในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือใต้ ในชื่อ “โครงการเกษตรฐานชีวภาพแมลงเศรษฐกิจใหม่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”

โดยมีตลาดอียูเป็นตลาดส่งออกหลักสำคัญ ซึ่งการส่งออกจิ้งหรีดจากไทยไปอียูนั้นยังคงเป็นไปตามระเบียบอาหารใหม่ ภายใต้ข้อกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ.8202-2560 หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีดเป็นมาตรฐานทั่วไปลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการตรวจรับรองตาม มกษ. เพื่อรองรับการยกระดับฟาร์มจิ้งหรีดให้ได้มาตรฐานระดับสากล

จิ้งหรีด (Cricket) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acheta testacea Walker เป็นแมลงที่การนำมาเพาะเลี้ยงเชิงการค้าเพื่อการส่งออกมาตั้งแต่ปี 2555 นิยมเพาะเลี้ยงกันมากในเขตภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดแพร่ เชียงราย เชียงใหม่ น่าน ตาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดหนองบัวลำภู เลย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี ร้อยเอ็ด ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว จันทบุรี จังหวัดที่เลี้ยงมากที่สุด คือ จังหวัดเลย

ส่วนพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันมากได้แก่ พันธุ์ทองคำ พันธุ์ทองแดง และพันธุ์สะดิ้ง จัดเป็นธุรกิจการลงทุนที่ใช้พื้นที่น้อย จัดการง่าย ขายได้ราคาดี มีต้นทุนต่อหน่วยเฉลี่ยที่ 41 บาท/กิโลกรัม ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 45 -50 วันต่อรุ่น ใน 1 ปี จึงสามารถเลี้ยงได้ถึง 6 รุ่น ราคาขายเฉลี่ยขายหน้าฟาร์มได้ที่กิโลกรัมละ 80 บาท สร้างรายได้สุทธิหรือผลกำไรได้ 163,464 บาท/ปี จิ้งหรีดจึงกลายแมลงเศรษฐกิจที่มาแรงภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลและตลาดส่งออกให้การตอบรับดี

ภาพลักษณ์ในการเลี้ยงจิ้งหรีดในขณะนี้ จึงไม่ใช่เลี้ยงไว้เพื่อบริโภคในประเทศเพียงอย่างเดียว หรือเป็นอาชีพเสริมที่เลี้ยงไว้ตามพื้นที่ว่างข้างบ้านเหมือนในอดีตอีกต่อไป เพราะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศให้ได้ถึงปีละ 1,000 ล้านบาท ในตลาดส่งออกอย่างสหภาพยุโรป (อียู) จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : ‘จิ้งหรีดไทย’ โปรตีนทางเลือกที่ตลาดโลกต้องการ

www.bangkokbanksme.com