เครดิตไทยในสายตาโลกระดับ “A” เหตุสู้โควิดได้ผลดีเกินคาด ชี้ปีหน้าเศรษฐกิจฟื้น


JCR จัดอันดับ ตราสารหนี้รัฐบาลระยะยาวสกุลเงินตราต่างประเทศที่ระดับ A- และสกุลเงินบาทที่ระดับ A สะท้อนโลกมองไทยมีเสถียรภาพ ผลพวงจากการลงแรงสู้โควิด

วันที่ 6 ส.ค.63 กระทรวงการคลังรายงานผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ที่จัดทำโดยบริษัท Japan Credit Rating Agency, Ltd. หรือ JCR โดยระบุว่า JCR ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้รัฐบาลระยะยาวสกุลเงินตราต่างประเทศที่ระดับ A- และสกุลเงินบาทที่ระดับ A

และยืนยันมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable outlook) ซึ่งผลการจัดอันดับเครดิตเศรษฐกิจประเทศไทยถูกทำขึ้นเมื่่อสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ JCR แบ่งเป็นหมวดหมู่สำหรับการจัดอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือในประเทศไทยออกเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย

1.ประเทศไทยมีมาตรการและการดำเนินการอย่างรวดเร็วในการรับมือกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้ออยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรป อย่างไรก็ดี การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและการส่งออก

2.การดำเนินมาตรการทางการเงินและการคลังต่างๆ ของรัฐบาลในปี 2563 ทำให้รัฐบาลต้องขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Debt to GDP) สูงขึ้น อย่างไรก็ดี JCR ยังคงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะรักษาเสถียรภาพทางการคลังและบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้อยู่ระดับที่เหมาะสมได้ เนื่องจากมีการรักษาวินัยทางการคลังอย่างดีมาโดยตลอด และรัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอเพื่อดำเนินนโยบายและแก้ไขปัญหาจากการระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ JCR คาดว่า การดำเนินมาตรการทางการเงินและการคลังข้างต้น จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 2564

3.สำหรับภาคธนาคารและภาคต่างประเทศ พบว่า ภาคธนาคารมีเสถียรภาพ และภาคต่างประเทศแข็งแกร่ง โดยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล และทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ประเทศไทยมีความยืดหยุ่นในการดำเนินมาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต