7 วิธี ‘รัดเข็มขัดการเงิน’ ให้ผ่านพ้นในทุกวิกฤติ


หากอยากอยู่รอดผ่านสถานการณ์นี้และมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น นี่คือเทคนิควิธีรัดเข็มขัดทางการเงินให้รัดกุมและจัดการได้อย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ในทุกสภาพเศรษฐกิจ

1. ประเมินสถานการณ์ทางการเงินของตัวเอง

ด่านแรกคือต้องรู้ตัวเองก่อนว่าสถานการณ์ทางการเงินส่วนตัวเป็นอย่างไร ยังมีความมั่นคงและมีความสามารถในการหาเงินได้ปกติดีหรือไม่ มีรายรับเป็นอย่างไร รายจ่ายมากแค่ไหน ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ คือการจดบันทึกทำบัญชีรับ-จ่ายที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต แค่เพียง 1 เดือนก็จะเห็นแล้วว่ารูรั่วอยู่ตรงไหน อะไรที่ควรตัดหรือมีต่อไป เพื่อประเมินสุขภาพทางการเงินละวางแผนรับมือได้อย่างรอบครอบรัดกุม 

2. ลดรายจ่าย-ประหยัดให้สุดในทุกเรื่อง

เป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำ โดยเฉพาะรายจ่ายฟุ่มเฟือยไม่จำเป็นทั้งหลาย ควบคุมการใช้ไฟฟ้าประปาและค่ากินอยู่ในครัวเรือน ลดการท่องเที่ยวลง เพื่อยุติการรั่วไหลของเงินที่ควรไว้ใช้สำหรับเรื่องจำเป็น ในขณะที่การหารายได้เสริมนั้นทำได้ยากเต็มที ดังนั้นการลดรายจ่ายคือหนทางเพิ่มความมั่นคงทางการเงินได้ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้

3. หักเก็บก่อนใช้อย่างน้อย 15% ของรายได้

ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือฟรีแลนซ์ การหักรายได้ที่ได้รับมาในแต่ละรอบบัญชีเก็บไว้ก่อน เป็นกฎเหล็กของการเก็บเงินที่ดี เพราะในความเป็นจริงแล้วการรอให้เงินเหลือแล้วจึงค่อยเก็บนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากไปจนถึงไม่สามารถทำได้เลย เพราะเมื่อมีเงินอยู่ในมือคนเราจะหาเรื่องใช้เงินในมือนั้นให้หมดไปโดยใช้อารมณ์นำเหตุผลเสมอ ซึ่งเป็นผลมาจากมนุษย์เรามีพฤติกรรมการใช้เงินตามอารมณ์มากกว่าเหตุผล ทั้งนี้เงินที่หักเก็บไว้ควรจะอยู่ในบัญชีที่ไม่ได้ผูกติดกับแอปพลิเคชัน บัตรเดบิต หรือเอทีเอ็ม ที่พร้อมจะเข้าถึงข้อมูลบัญชีทางการเงินได้แค่เพียงปลายนิ้ว เพราะมีโอกาสที่คนเราจะหาเหตุผลแบบถูกอารมณ์ครอบงำในการใช้เงินเก็บนั้นๆ ได้ง่าย ทางที่ดีควรจัดสรรเงินเก็บส่วนนี้ไว้ในรูปแบบเงินหุ้นสหกรณ์ฯ บัญชีเงินฝากประจำ พันธบัตร หรือฉลากออมทรัพย์ ก็จะเป็นการปลอดภัยต่อตัวเองได้ดีกว่า และยังเป็นหนทางแห่งการออมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณที่ดีอีกด้วย

4. ลงทุนในประกันชีวิต

ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่าไง ราคาค่ารักษาพยาบาล ค่าวิชาชีพแพทย์ ค่าพยาบาลและค่ายารักษาโรคก็ไม่เคยลดลงเลย นอกจากนี้ค่ารักษาพยาบาลยังจะเป็นความเสี่ยงที่ทำให้หมดเนื้อหมดตัวหรือทำให้เงินเก็บมาทั้งชีวิตหายไปได้ในพริบตา ดังนั้นการมีประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันอุบัติเหตุไว้จึงเป็นเสมือนหลักประกันอันมั่นคง ที่จะทำให้ไม่ต้องหมดตัวไปกับค่ารักษาพยาบาลที่แสนแพง หรืออาจเลวร้ายกว่านั้นคือเกิดสภาพหนี้จากค่ารักษาพยาบาลเข้าไปอีก ฉะนั้นจงทำไว้เถอะ เพราะถ้าอย่างน้อยรักษาโรคไม่หายจนถึงแก่การเสียชีวิตลงไป สามี ภรรยา พ่อ แม่ บุตรหลาน หรือเครือญาติ จะได้มีเงินจากเบี้ยประกันไว้เป็นทุนในการตั้งต้นชีวิตหรือจัดการงานศพให้โดยที่ไม่ทำให้คนที่คุณรักต้องเดือดร้อน

5. งดการลงทุนในทุกความเสี่ยง

การลงทุนในความเสี่ยงทุกชนิดควรเลี่ยงหลบไปเลยในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ รวมถึงการพนันที่คนไทยทั่วประเทศ ทุกวงการชื่นชอบจนกลายเป็นกระแสนิยมและติดเป็นนิสัย อย่างการเสี่ยงซื้อลอตเตอรี่หรือหวยในภาษาชาวบ้าน ที่ทำให้ต้องควักเงินออกจากกระเป๋าได้ถึงเดือนละ 2 ครั้ง เพราะทุกคนมีความฝันถึงรางวัลใหญ่อันยั่วยวน ที่เป็นภัยคุกคามต่อการจัดระเบียบทางการเงินเป็นอย่างยิ่ง ในสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ไม่มีงานทำหรือรายได้ลดลง ผู้คนจะยิ่งกล้าเสี่ยงโชคด้วยการซื้อลอตเตอรี่กันมากขึ้น เพราะมีความหวังที่แม้จะลมๆ แล้งๆ ก็ยังหวังกันทุกรอบว่าอาจถูกรางวัลใหญ่เข้าในสักวันหนึ่ง ซึ่งหากการเสี่ยงนี้กลายเป็นพฤตกรรมที่เสพติดไปโดยยากจะยับยั้งช่างใจได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยง

6. จัดเก็บเงินสดไว้ใช้เผื่อในกรณีฉุกเฉิน

หลังมีการหักเงินเก็บออมไว้ใช้ในระยะยาวไปจนถึงเป็นการวางแผนเพื่อเกษียณไปแล้ว ก็จำเป็นต้องมีเงินสดไว้ใช้เผื่อในกรณีฉุกเฉินด้วยเช่นกัน เพราะชีวิตมีสิ่งไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ทุกวัน เช่น ลูกป่วย รถเสีย บ้านชำรุด ล้วนเป็นเหตุมาบั่นทอนสถานการณ์ทางการเงินให้สะดุดหยุดชะงักได้ทั้งสิ้น ซึ่งการวางแผนการเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่ดี ควรมีไว้ 3-6 เท่าของรายได้ที่หาได้เฉลี่ยตลอดเดือนในช่วงปกติ และอยู่ในบัญชีที่พร้อมเบิกจ่ายได้ตลอดเวลา

7. ชำระหนี้ที่ต้องชำระอย่าผิดนัด

หากชีวิตมีภาระหนี้สินพัวพันอยู่ในสภาพการที่สภาพคล่องทางการเงินลดลง แต่ยังคงชำระได้ไหว การคงสภาพลูกหนี้ที่ดีด้วยทำชำระหนี้ตรงเวลาเป็นประจำสม่ำเสมอ แม้จะเป็นเพียงยอดขั้นต่ำก็ควรจะทำต่อไป เพราะเชื่อเถอะว่าการปล่อยให้เป็นหนี้ค้าง หนี้เสีย หรือผิดนัดชำระ นั้นเป็นประสบการณ์อันเจ็บปวดมากกว่าการรู้ว่ายอดเงินที่จ่ายเพียงขั้นต่ำในยอดบัตรเครดิตนั้นไปลดเงินต้นเพียงเล็กน้อย และเหลือเป็นดอกเบี้ยมากมายเสียอีก

เพราะการผิดนัดชำระจะทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวดีดสูงขึ้นจากอัตราปกติ อีกทั้งยังตามมาด้วยเบี้ยปรับ และค่าธรรมเนียมต่างๆ อีกมากมาย ดังนั้นการรักษาเครดิตไว้ในสภาพดี ก็เป็นการจัดระเบียบทางการเงินที่ควรกระทำ และหากถ้าไม่สามารถผ่อนชำระต่อไปได้ไหว การเดินเข้าหาเจ้าหนี้เพื่อปรับสภาพโครงสร้างหนี้ใหม่ ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามไปในสภาพการณ์เช่นนี้ด้วยเช่นกัน

 

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : 7 วิธี ‘รัดเข็มขัดการเงิน’ ให้ผ่านพ้นในทุกวิกฤติ

www.bangkokbanksme.com