กกร. แนะลูกหนี้ SME ติดต่อธนาคารเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ หลังหมดมาตรการช่วยเหลือ


เป็นที่ทราบกันดีว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่ต่อมาตรการพักชำระหนี้ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 22 ต.ค. นี้ โดยเปลี่ยนมาเน้นแก้หนี้ให้ตรงจุดแทนการช่วยเหลือเป็นการทั่วไป

สำหรับมาตรการดังกล่าวมีลูกหนี้ SME ที่เลือกขอรับความช่วยเหลือมีจำนวน 1.05 ล้านบัญชี เป็นยอดหนี้ประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท โดยแบ่งกลุ่มลูกหนี้ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

1. กลุ่มที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติหลังหมดมาตรการ มีประมาณ 60% ของยอดหนี้ที่เข้าข่ายในการเข้าร่วมโครงการ

2. กลุ่มที่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจแต่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งหลังหมดโครงการ ธปท. จะให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามความสามารถในการชำระหนี้ และพบว่ามีสัดส่วนราว 20% ของยอดหนี้ที่เข้าข่ายในการเข้าร่วมโครงการ

3. กลุ่มที่ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ ซึ่งหลังหมดโครงการ ธปท.จะให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้พิจารณาขยายระยะเวลาการชำระหนี้เป็นรายกรณี ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน นับจากสิ้นปี 2563 ลูกหนี้กลุ่มนี้มีประมาณ 10% ของยอดหนี้ที่เข้าข่ายในการเข้าร่วมโครงการ

4. กลุ่มที่ขาดการติดต่อกับสถาบันการเงิน ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 6% ของยอดหนี้ที่เข้าข่ายที่สามารถเข้าร่วมโครงการ

ด้านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย แนะนำผู้ที่เป็นลูกหนี้กับสถาบันทางการเงินที่ยังประสบปัญหาในเรื่องการชำระสินเชื่อ หลังมาตรการช่วยเหลือกำลังจะหมดลงในวันที่ 22 ตุลาคม ให้เจรจาพูดคุยเพื่อของปรับโครงสร้างหนี้ไม่ให้ตกไปอยู่ในกลุ่มหนี้เสีย (NPL)

โดยลูกหนี้สามารถติดต่อไปยังสถาบันทางการเงินเพื่อขอเจรจาด้วยตนเอง หากยังไกล่เกลี่ยไม่ได้สามารถแจ้งความต้องการ ขอความช่วยเหลือผ่านเว็บไซต์ “ทางด่วนแก้หนี้” ตลอด 24 ชม หรือ ที่ศูนย์ประสานงานของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (หมายเลขโทรศัพท์ 023451000) หรือศูนย์ประสานงานของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (หมายเลขโทรศัพท์ 020186888 ต่อ 3520,3540) ตามที่ผู้ประกอบการเป็นสมาชิกอยู่ เพื่อประสานงานกับสมาคมธนาคารไทยและธนาคารเจ้าหนี้ต่อไป