สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับการประกันภัยทางทะเล


อย่างที่ทราบกันว่าการประกันภัยทางทะเลเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการค้าระหว่างประเทศเพราะแต่ละเที่ยวการขนส่งเป็นเรื่องของการต้องเสี่ยงต่อภัยต่างๆตั้งแต่ไฟไหม้ ลมพายุ เรือชนกัน สินค้าถูกขโมย การรั่วซึมเป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นตัวให้เจ้าของสินค้าทำประกันภัยขนส่งเพื่อกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น

แม้จะมองการประกันภัยทางทะเลเป็นเรื่องสลับซับซ้อนที่มีศัพท์ทางวิชาการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมากมายทั้งที่มีระบุเป็นลายลักษณ์อักษรและมิได้ระบุไว้หรือที่ถือปฏิบัติกันมาเป็นประเพณีก็ตาม

โดยผู้ส่งสินค้าออกหาทางออกอย่างง่ายๆในการปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการขนส่ง (Freight Forwarder) หรือผู้แทนขนส่ง (Agent) จัดการเรื่องรายละเอียดทั้งหมดนอกจากนั้นผู้ส่งสินค้าควรจะที่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการประกันภัยทางทะเลเพราะหากไม่ทราบรายละเอียดแล้วอาจจะไม่ได้รับความคุ้มครองครบถ้วนตามที่ต้องการหรือใช้จ่ายเกินความจำเป็น การจัดประกันภัยขนส่งทางทะเลต้องอาศัยคำแนะนำจากมืออาชีพคงจะมีผู้ส่งแต่สิ่งที่ผู้ส่งออกสามารถทำได้และสมควรก็คือศึกษาให้พอทราบถึงองค์ประกอบเบื้องต้นเพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับสัญญาและให้ทราบว่าจะทำประกันภัยเท่าที่ต้องการได้อย่างไร

ท่านควรทำประกันภัยหรือไม่

ศัพท์ทางประกันภัย การขนส่งสินค้าแต่ละเที่ยวเรียกว่า “Adventure” หรือ “venture”เราควรทำประกันภัยการขนส่งทางทะเลไว้ถ้ามีส่วนได้เสีย ( insurable interest ) – ส่วนได้เสียทางการเงิน เมื่อสินค้ามาถึงจุดหมายปลายทางจะมี การที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการขนส่งแต่ละเที่ยว ผู้ส่งสินค้าจะได้ ประโยชน์จากการที่สินค้ามาถึง จุดหมายปลายทาง โดยปลอดภัยหรือจะต้องเสียประโยชน์หากสินค้าเสียหาย/สูญหาย หรือมาถึงช้าไปตามที่กฎหมายระบุไว้นั้นผู้ที่จะซื้อ

ประกันภัยขนส่งทางทะเลได้ก็ต่อเมื่อผู้นั้นมีส่วนได้ส่วนเสียในการขนส่งเที่ยวนั้นๆเท่านั้นในการขนส่งแต่ละเที่ยวนั้น อาจมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายที่ต่างก็มีส่วนได้เสียร่วมอยู่ด้วยผู้มีส่วนได้เสียอันเห็นได้ชัดที่สุด ได้แก่ฝ่ายที่เป็นเจ้าของสินค้าจริงๆ ในขณะที่สินค้าอยู่ในการขนส่ง ผู้นี้อาจจะเป็นผู้ส่งสินค้าออก หรือ อาจไม่ใช่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ากรรมสิทธิ์ตามกฏหมายในสินค้านั้นๆ จะผ่านจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อในช่วงเวลาใดและเรื่องนี้ก็จะขึ้นอยู่กับ เงื่อนไขที่ระบในสัญญาซื้อขาย

ตัวอย่างเช่น

ภายใต้สัญญาซื้อขายแบบ FOB ผู้ขายต้องรับผิดชอบในการสูญเสียหรือเสียหาย ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงเวลาที่สินค้านั้นขนขึ้นไปอยู่บนเรือ ณ ท่าเรือตามที่ระบุไว้หรือบนยานพาหนะทางบกหรือยานพาหนะอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่กรณีจากจุดนั้นเป็นต้นผู้สั่งซื้อจะเป็นเจ้าของสินค้านั้นและรับช่วงความรับผิดชอบต่อไปสำหรับความสุญหายหรือเสียหายที่เกิดขึ้นความจริงแล้วก็เป็นเรื่องปฏิบัติโดยปกติสำหรับสัญญาซื้อขายแบบ FOB (แบบ FAS และ C&F ก็เช่นเดียวกัน) ที่การประกันของฝ่ายผู้สั่งซื้อจะคุ้มครอง ให้ตลอดเที่ยวของการเดินทาง คือจากคลังสินค้าของผู้ขายถึงจุดหมายปลายทางบนบก ( เป็นเรื่องที่ปฏิบัตกันโดยปกติเช่นกันในกิจการค้าหลายอย่างที่ผู้ขาย ซื้อประกันภัยแทนผู้ซื้อสินค้า ) การซื้อขายในลักษณะ เช่นนี้จะมีขึ้น ก็ต่อเมื่อได้รับการขอร้องจากผู้ซื้อเท่านั้น ในทางกลับกันบางครั้งผู้ซื้อก็จะซื้อประกันภัยคุ้มครงตลอดเที่ยวการเดินทาง โดยให้ช่วงการคุ้มครองตั้งแต่ต้นจนถึงจุด FOB ( ตอนที่สินค้าขึ้นบนเรือ )โดยจะคิดเบี้ยประกันภัยช่วงนี้กับผู้ขายสินค้า

ภายใต้สัญญาซื้อขายแบบ CIF นั้น กลับตรงกันข้ามภาระการทำประกันภัยทางทะเลตกอยู่กับผู้ขายสินค้าถึงแม้ว่าความเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบเรื่องความสูญเสียหรือเสียหายจะได้สิ้นสุดลงเมื่อสินค้าถูกนำขึ้นไว้บนเรือก็ตามแต่วิธีปฏิบัติในแต่ละท้องที่อาจทำให้หลักการเรื่องนี้เปลี่ยนแปลงได้หมือนกัน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าภาระผูกพันทางด้านการซื้อประกันภัยมิได้ขึ้นอยู่โดยตรงกับภาระการเปลี่ยนกรรมสิทธิในสินค้า ภาระในการทำประกันภัยจะถูกระบุไว้โดยเฉพาะในสัญญาซื้อขายที่ทำขึ้น

การคุ้มครองพิเศษ

ถึงแม้ว่าความเป็นเจ้าของสินค้าของผู้ส่งออก ในแต่ละเที่ยว ของการขนส่งและภาระผูกพันในการทำประกันอาจสิ้นสุดเมื่อได้ส่งมอบ สินค้าที่ท่าเรือแล้วก็ตาม แต่มีเราควรจะป้องกันด้วยการทำประกันภัยคุ้มครองตลอดเที่ยวการเดินทางเพราะไม่ว่าเราจะส่งมอบกรรมสิทธ์ ในสินค้าที่ขนส่งนั้น ในช่วงใดก็ตาม ส่วนได้เสียทางการเงิน ของผู้ส่งก็คงจะ มีอยู่เรื่อยไปจนถีงเวลาได้รับชำระเงินสินค้า และถ้าสินค้าเกิดเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างเดินทาง ผู้ซื้ออาจไม่เต็มใจหรือไม่สามารถชำระค่าสินค้านั้นก็ได้

เรื่องที่กล่าวนี้อาจเกิดขึ้นเนื่องจากเหตุผลหลายประการ ตัวอย่างเช่น ผู้ซื้ออาจทำประกันไว้ไม่พอเพียงและผู้ขายอาจไม่ได้รับเงินเพียงพอคุ้มกับความเสียหายหรือผู้ซื้ออาจล้มละลายและค่าสินไหมทดแทนสำหรับสินค้าที่เสียหายอาจตกเป็นของเจ้าหนี้ในประเทศของผู้ซื้อแทนที่จะเป็นของผู้ส่งออก หรือจะยกตัวอย่างที่ไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นอีกประการหนึ่งก็คือ ปัญหาในด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ความยุ่งยากในการโอนเงิน อาจจะทำให้เกิดปัญหา ความซับซ้อน ในด้านการชำระเงินค่าสินไหมทดแทน ที่จ่ายโดยบริษัทประกันภัยในต่างประเทศ

เพื่อหลีกเลี่ยงการเสี่ยงหล่านี้ผู้ส่งออกถือปฏิบัตเป็นนโยบายทั่วไปให้เงื่อนไข ของสัญญาซื้อขายสินค้าที่ทำขึ้น ระบุให้ตนเองเป็นผู้รับผิดชอบด้านการทำประกันภัยการขนส่งทางทะเล แม้เป็นสัญญา FOB ก็ตาม เรื่องนี้อาจทำไม่ได้สะดวกเสมอไปผู้ขายสินค้าอาจต้องส่งสินค้า ไปยังประเทศที่กำหนด ให้มีการทำประกัยภัยสินค้า ขาเข้าไว้ในประเทศนั้นๆ ซึ่งหมายความว่า ผู้สั่งสินค้าเข้า มีหน้าที่จะต้องทำประกันภัย แต่ผู้ส่งออกป้องกันตนเองได้ด้วยการซื้อประกันแบบ Special Contingency Insurance ซึ่งจะให้การคุ้มครองความเสียหายส่วนที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากการประกันภัยของฝ่ายผู้สั่งซื้อสินค้า

จะทำประกันภัยได้อย่างไร

เอกสารสำคัญ ของการทำประกันภัยทางทะเล ได้แก่ “กรมธรรม์” กรมธรรม์ประกันภัย คือ สัญญาหรือเอกสารทางกฎหมาย หน้าที่หลักคือใช้เป็นหลักฐานแสดงการตกลงระหว่างผู้รับประกันภัยและผู้เอาประกันภัยผู้ที่ดำเนินการ ฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในศาลจะต้องนำกรมธรรม์มาแสดงด้วยนอกจากนี้ผู้ส่งสินค้าออกก็ต้องวางกรมธรรม์เป็นหลักค้ำประกัน เมิ่อไปขอรับเงินค่าสินค้าล่วงหน้าจากธนาคารกรมธรรม์ที่ออกเป็นรายฉบับ เพื่อคุ้มครองการขนส่งสินค้าเพียงเที่ยวเดียวนั้นบริษัทที่ทำการค้าขายระหว่างประเทศอยู่เป็นประจำจะไม่ค่อยใช้กรมธรรม์เหล่านี้เหมาะที่จะใช้สำหรับคุ้มครองการเดินทางเพียงเที่ยวเดียวมากกว่า เช่น การส่งของใช้ประจำบ้านเป็นต้น สำหรับพ่อค้านั้นกรมธรรม์เหล่านี้ไม่สะดวก เนื่องจากพ่อค้าจะต้องไปขอกรมธรรม์ ใหม่ทุกครั้งก่อนการส่งสินค้าออกแต่ละเที่ยว
กรมธรรม์เปิด (Open Cover)

โดยทั่วไปแล้วผู้ส่งสินค้าจะทำประกันเป็นกรมธรรม์ระยะยาว ที่ประเทศอังกฤษเรียกว่า กรมธรรม์เปิด(Open Cover)และ ในสหรัฐอเมริกา เรียกว่า “ Open Policy ” อาจจะมีผลบังคับใช้สำหรับระยะเวลาที่กำหนดไว้ เช่น ระยะ 12 เดือน มีเงื่อนไขในการต่ออายุโดยอัตโนมัติหรืออาจมีผลบังคับเรื่อยไปโดยไมกำหนดจนกว่าจะมีการยกเลิกผู้เอาประกันได้รับการคุ้มครองโดยอัตโนมัติสำหรับการส่งสินค้าทุกเที่ยวภายใต้เงื่อนไข และอัตราเบี้ยประกันที่ตายตัว มีการจำกัดเงินคุ้มครองสูงสุด สำหรับการขนส่งในเรือหนึ่งลำและต้องแจ้ง ให้ผู้รับประกันทราบก่อนที่จะทำการขนส่งเพื่อให้ผู้รับประกันภัย ในการทำประกันต่อเสียก่อนเพื่อกระจายการเสี่ยงภัยให้กว้างออกไปการจัดการประกันภัยแบบเปิด เช่นนี้ให้ความสะดวกแก่พ่อค้ามาก ประการแรกให้ความคุ้มครองต่อเนื่องโดยต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ ประการต่อไปได้แก่การช่วยลดความยุ่งยาก ในการที่จะต้องจัดทำประกันภัยคุ้มครองใหม่ทุกครั้ง ที่มีการขนส่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้พ่อค้าได้ทราบต้นทุนด้านการทำประกันภัยในจำนวนที่แน่นอน ซึ่งช่วยให้การตั้งราคาขายจำหน่ายสินค้า เมื่อสินค้าถึงจุดหมายปลายทางแล้วเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น

 ที่มา : www.aquada.co.th