I-SAB ตัวช่วยSMEเติบโตอย่างยั่งยืน


คุณบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยในรายการตอบโจทย์SME ว่า จากการสั่งสมประสบการณ์ในการทำธุรกิจมายาวนาน 30-40 ปี ทำให้คุณบุญชัย ได้ข้อสรุปหัวใจสำคัญในการบริหารธุรกิจ นั่นคือ เชิงบวก และจากการได้มีโอกาสเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร จึงอยากใช้ประสบการณ์ที่สะสมมานานนั้น ถ่ายทอดความคิดและประสบการณ์ จึงได้มีความคิดในการจัดตั้งสถาบันยุทธศาสตร์ธุรกิจเชิงบวก(I-SAB)ขึ้นมา เพื่อพัฒนาบุคลากรในธุรกิจตั้งระดับพนักงานปฏิบัติการ หัวหน้าแผนก จนถึงผู้บริหาร โดยแบ่งเป็น 3 หลักสูตรตามแต่ละระดับข้างต้นที่กล่าวมา ซึ่งที่ผ่านมาได้เปิดอบรมมาแล้ว 6 รุ่น ในส่วนของพนักงานในระดับปฏิบัติการ นอกจากนี้ การดำเนินธุรกิจที่ผ่านมามีแต่แผนธรรมดา แต่ยังขาดแผนยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจ ซึ่งในหลักสูตรเหล่านี้จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและบุคคลากรมีแนวความคิดถึงแผนยุทธศาสตร์ของตนเองได้ ซึ่งสำคัญคือการคิดเชิงบวก ซึ่งท่านเองก็ได้มีการยกตัวอย่างว่า คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)ก็เป็นอีกหนึ่งท่านที่ดำเนินยุทธศาสตร์เชิงบวกและได้เป็นผลสำฤทธิ์ในการดำเนินธุรกิจได้จริงๆเช่นกัน จึงเป็นที่มาของ I-SAB หรือ สถาบันยุทธศาสตร์ธุรกิจเชิงบวก

นอกจากนี้ ท่านยังได้ให้ข้อคิดถึงการทำเดินธุรกิจ คือ การให้พนักงานได้คิดแผนการดำเนินงานเอง กระตุ้นให้พนักงานได้คิดเองและลงมือทำ โดยสหพัฒน์เองได้ทดลองทำในลักษณะเช่นนี้ด้วยการจัดทำโครงการที่ให้พนักงานได้แข่งขันแนวทางการคิดในฝ่ายของตนเอง ทำให้ลดต้นทุนแต่ละปีได้หลายล้านบาท และได้พบพนักงานที่มีความรู้ความชำนาญ ที่เปรียบเสมือนเพชรพลอยที่หลงติดเข้ามาในองค์กร นอกจากนี้ การบริหารคนของคุณบุญชัยคือการพัฒนาพนักงาน ด้วยการกระตุ้นให้พวกเขาเหล่านั้นได้เสนอความคิดเห็น หากพูดดี คิดได้ แก้ปัญหาเป็นก็ต้องให้รางวัล เพื่อเสริมกำลังใจ เพราะพนักงานระดับปฏิบัติการจะมีความรู้ความเข้าใจกับปัญหาแผนกที่ตนเองปฏิบัติอยู่ได้ดีและอาจจะดีกว่าหัวหน้า ดังนั้นแนวทางนี้ หากผู้บริหารสามารถส่งเสริมได้ โอกาสของธุรกิจจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและจะมีบุคคลากรที่มีคุณภาพได้จริง

ส่วนการมองพฤติกรรมผู้บริโภคในอดีตจนถึงปัจจุบัน คือ ยุคนี้ไม่มียึดติดกับพฤติกรรมผู้บริโภค ดังนั้นประเด็นนี้จึงเป็นจุดที่นักการตลาดต้องตื่นตัวเสมอ รวมถึงผู้ประกอบการที่ต้องคิดถึงแผนยุทธศาสตร์กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจเสมอๆ

นอกจากนี้ ท่านยังได้ให้ข้อคิดในประเด็นการนำประสบการณ์ถ่ายทอดไปสู่ผู้อื่นนั้น หลายๆคนอาจจะนำเสนอในมิติของการประสบความสำเร็จเท่านั้น จึงมองข้ามในกรณีที่ล้มเหลวสำหรับการทำธุรกิจ ซึ่งท่านเองได้ยกตัวอย่างความล้มเหลวที่ท่านประสบในการทำธุรกิจอาหารสำเร็จรูป(มาม่า)ที่ประเทศจีน ที่ชื่อยี่ห้อแม่ครัวไทย(ภาษาจีน) ท่านดำเนินธุรกิจได้เพียง 2 ปี แต่แลว้ธุรกิจดำเนินต่อไม่ได้ เนื่องจากบะหมี่ของจีนมีรสชาติที่ไม่จัดจ้านเหมือนของไทย บวกกับโรงงานผลิตบะหมี่ของจีนในสมัยนั้นมีกว่า 1 พันแห่ง ซึ่งคาดว่าปัจจุบันอาจจะมีถึง 5 พันแห่งบวกกับต้นทุนของจีนถูกกว่าไทยมาก นี่จึงเป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งที่เคยพลาดมา ซึ่งท่านได้แนะนำว่าต้องทำการศึกษาตลาดและปัจจัยเสี่ยงก่อนเสมอ อย่าคิดว่าโตในไทยแล้วจะไปโตในต่างประเทศได้