คุณนพพล อนุกูลวิทยา ผู้ร่วมก่อตั้ง Take me tour เปิดเผยในรายการตอบโจทย์SME ในงาน Smart SME Expo 2016 ว่า Take me tour เป็น Market place แบบ One day tour ที่สร้างโดยใครก็ได้ ตั้งราคาได้เอง ไม่มีการหักค่าธรรมเนียมจากผู้นำเที่ยว และ Take me tour จะทำการตลาดประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยขั้นตอนของการใช้ Take me tour อันดับแรกคือต้องมีไอเดียว่าสถานที่ที่ผู้นำเที่ยวคืออยู่ที่ไหน ตำบลใด มีอะไรเด่นแล้วไม่มีใครรู้ ก็เขียนทริปของตนเองได้ ซึ่งระบบจะไล่ขั้นตอนให้เลย ซึ่งทาง Take me tour จะมีการคัดกรองความน่าจะเป็นของทริปและจะช่วยดูเรื่อง Content ให้ด้วย รวมถึงจะมีบางทริปที่มีช่างภาพตามไปด้วย และการคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติและคัดกรองผู้นำเที่ยวด้วย และหากเสร็จทริปแล้วเกิดความพึงพอใจทั้ง 2 ฝ่าย ทาง Take me tour จะโอนเงินให้ตามที่ผู้นำเที่ยวตั้งไว้
ก่อนจะเกิดเป็น Take me tour ได้เกิดจากการเขียนเว็บไซต์ ที่เป็นเว็บง่ายๆพาคนไทยเที่ยวในต่างประเทศในหัวเมืองที่มีนักเรียนไทยไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ แต่การทำงานเกิดขึ้นในเรื่องของการไม่ลงตัวเรื่องของการวางแพลนทริปนั้นๆ จึงมองว่า ถ้าทำเว็บให้ผู้เที่ยวกับผู้นำเที่ยวคุยกันเอง จึงเกิดเป็น Take me tour และเปลี่ยนเป็นคนไทยพาคนต่างชาติเที่ยวในเมืองไทย
“Sup Tar” Start Up ในมุมมองของคุณนพคือ ต้องนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาคนหมู่มาก และต้องพิสูจน์ว่าทำได้จริง รวมถึงตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้
คุณอมรเชษฐ์ จินดาอภิรักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้งTake me tour เปิดเผยว่า ปัจจุบันนี้ Take me tour มีคนพาเที่ยวในระบบมากกว่า 10,000 คน ครอบคลุม 40 จังหวัด และจะเร่งให้เกิดผู้นำเที่ยวให้ครบ 76 จังหวัดประเทศ รวมถึงช่วงโลว์ซีซันก็ไม่ได้ส่งผลโดยตรงมากมายเท่าไหร่กับ Take me tour ซึ่งได้ทำการส่งเสริมการขายจากที่เที่ยววันเดียวก็จะเป็นการท่องเที่ยวหลายวันแทนเพื่อปิดช่วงบรรยากาศโลว์ซีซัน และการตลาดและหาพาทเนอร์เป็นของทีมงาน Take me tour ที่จะดึง Trafic เข้ามา ส่วนผู้ที่พาเที่ยว อาจจะไม่ต้องมีบ้านติดคลอง ทำอาหารไม่เป็น แต่ให้คิดแค่เพียงว่าขอให้มีแค่ไอเดียกิจกรรมก็พอ ส่วนประโยชน์ของการพาเที่ยว คือ ช่วยนำเสนอความเป็นไทย ได้มิตรภาพใหม่ๆ และได้ฝึกภาษา รวมถึงปัจจุบันนี้ Take me tourยังมีบริการให้นักเรียนไทยที่แลกเปลี่ยนอยู่ต่างประเทศสามารถเป็นผู้นำเที่ยวของประเทศนั้นๆได้ด้วยเช่นกัน รวมถึงในเดือน ก.ค.ได้ทำความร่วมมือกับเครือข่ายกับมาเลเซีย ทำให้ขาดคนนำเที่ยวในหาดใหญ่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นใครที่อยู่บริเวณสงขลา หาดใหญ่ สามารถเขียนทริปบน Take me tour ได้เลย
ส่วนมุมมองของคำว่า “Sup Tar” Start Up นั้น ไม่ใช่การชนะจากเวทีต่างๆหรือได้รับเงินลงทุนจากหน่วยงานอื่นๆ ขอแค่เพียงสามารแก้ไขให้คนหมู่มากได้ก็เพียงพอ หรือทำอะไรก็ได้ที่ตอบโจทย์คนทั่วๆไป
คุณฐากูร ชาติสุทธิผล ผู้ก่อตั้ง Food Story App เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารถือว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน บางประเภทของธุรกิจร้านอาหารก็มีปิดตัวเร็วกว่ากำหนด แต่ในระบบ Food Story มีระบบที่ช่วยผู้ประกอบการร้านอาหาร ในแง่ของเพิ่มยอดขาย เพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน ลดต้นทุนด้านพนักงาน ซึ่งปัจจุบัน มีธุรกิจกว่า 100 ธุรกิจ และกว่า 150 โลเคชั่น โดยคุณฐากูร ใช้เวลามากกว่า 4 ปี ในการหล่อหลอมไอเดียและปัญหาของผู้ประกอบการร้านอาหาร ซึ่งการเริ่มต้นนั้นเริ่มจาก APP ตัวหนึ่งที่เป็นพื้นที่รีวิว และจ้างทีมพัฒนาที่เกือบทำให้สูญเสียเงิน หลายแสนบาท จึงเกิดแนวคิดว่า จะทำอย่างไรให้เจ้าของได้ Update content ของตนเองได้และต้องเรียลไทม์ จึงเกิดเป็น Food Story โดย Target customer ของ Food Story คือธุรกิจที่มีรายได้ 10,000 บาท ต่อวัน และผู้ประกอบการสามารถอับเดต Content เองได้หมด อาทิ ราคา โปรโมชัน โลโก้ร้าน รูปร้าน รูปอาหาร เมนูอาหาร เป็นต้น และในอนาคตอันใกล้จะมีราคาที่ถูกลงเพื่อมอบให้กับร้านอาหารที่ยอดขายต่ำกว่า 10,000 บาท รวมถึงสามารถให้คำแนะนำทั้งหน้าร้านและหลังร้าน และสามารถเปลี่ยนร้านออฟไลน์เป็นออนไลน์ได้ หรือการขายระหว่างวันอาจจะน้อย ทางทีมงานเองก็จะทำโปรโมชันเพื่อเรียกความสนใจได้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ ในมุมของคำว่า “Sup Tar” Start Up คือ มี Passion มีอุดมคติ การทำ Start Up เหมือนอยู่ในอุโมงค์ แต่หากประสบความสำเร็จแล้วจะมองเห็นแสงสว่าง รวมถึง ได้แนะนำว่าไอเดียที่คิดได้อาจจะไม่ใช่ไอเดียสุดท้ายอย่างแน่นอน เพราะ Start Up หลายรายเองก็มีการเปลี่ยนไอเดียอย่างต่อเนื่อง แต่นั้นไม่ได้หมายถึงว่าต้องทิ้งไอเดียอันเก่า และต้องมีความดื้อระดับหนึ่งด้วย
คุณปรานต์ สุนนทะนาม ฝ่ายการตลาด Food Story App เปิดเผยว่า Food Story เป็นAPP ระบบจัดการร้านอาหารอย่างครบวงจร อาทิ จัดสต๊อกสินค้า สั่งอาหารผ่าน App รายงานผลการดำเนินการร้านอาหาร เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพบปะผู้ประกอบการที่ใช้บริการของ Food Story ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี ส่วนร้านอาหารที่ขอใช้บริการ Food Story ทางทีมงานจะหาข้อมูลทั้งจากทางอินเตอร์เน็ตและหน้าร้านเอง เพื่อยืนยันความมีตัวตน ส่วนมุมมอง “Sup Tar” Start Up ควรต้องเป็นตัวอย่างที่ดี และต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ฟังก์ชั่นการทำงานของ Food story จะตอบโจทย์ได้ทั้งร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ ฟู๊ดทรัค ร้านก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น โดยราคาของการใช้โปรแกรม ร้านกาแฟ 20,000 บาทต่อปี ร้านอาหาร 30,000 บาทต่อปี