กสอ. สนองนโยบายประเทศไทย 4.0 ติดปีก SMEs


กสอ. สนองนโยบายประเทศไทย 4.0 ติดปีก SMEs โชว์ 5 โครงการเร่งด่วนครึ่งปีหลัง คาดสิ้นปี 59 GDP-SMEs โต 6%

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเปิดเผยการดำเนินโครงการเร่งด่วนตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมี 5 โครงการเร่งด่วนในการส่งเสริมความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพื่อสอดคล้องตามนโบบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรม SMEs และผลักดันให้ SMEs เป็นวาระแห่งชาติ คาดว่าอัตรามูลค่าผลิตภัณฑ์รวมในประเทศของ SMEs จะขยายตัวสูงถึง 6 % ภายในสิ้นปี 2559

ซึ่งโครงการแรกเป็นโครงการปรับแผนธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถ SMEs  หรือ Turn Around ซึ่งโครงการนี้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบปัญหาเรื่องของการผลิตอย่างเร่งด่วนและเพื่อฟื้นฟูให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โครงการนี้จะทำให้ SMEs สามารถวิเคราะห์สภาพปัญหาและแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นได้อย่างตรงจุด จนนำมาสู่การต่อยอดพัฒนาได้อย่างถูกต้องภายใต้งบประมาณโครงการ 430 ล้านบาท

โครงการที่ 2 เป็น โครงการสุดยอด SME จังหวัด โดยการคัดเลือกผู้ประกอบ SMEs ที่มีศักยภาพ ในการเจริญเติบโตในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ มีด้วยกัน 3 ประเภทนั้นได้แก่
Start up กลุ่มผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ
Rising Star กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพในการตลาด
Turn Around กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว เพื่อเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพ เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนา SMEs ไทยในการขยายธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
โดยใช้งบประมาณ 31 ล้านบาท ซึ่งสามารถพัฒนาผู้ประกอบการต้นแบบได้ 222 กิจการ แบ่งเป็นธุรกิจกลุ่ม Start Up จำนวน 72 กิจการ ธุรกิจกลุ่ม Rising Star จำนวน 74 กิจการ และธุรกิจกลุ่ม Turn Around จำนวน 76 กิจการ โดยภาพรวมความพึงพอใจของโครงการฯ มากถึงร้อยละ 90

โครงการที่ 3 เป็นโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องของตลาด เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการ SMEs เห็นถึงความสำคัญของการผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันได้ทั้งตลาดภายใน และต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาสินค้าและบริการที่ยังขาดการพัฒนา และออกแบบให้ตรงตามความต้องการของตลาด

โครงการที่ 4 เป็นโครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด  ซึ่งโครงการนี้จะสนับสนุนให้เกิดการรวมกันเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหรือที่เรียกว่า Cluster เพื่อสร้างความร่วมมือ รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ระหว่างกัน ซึ่งจะคลอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการซึ่งโครงการนี้สามารถพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชน ในเครือข่ายคลัสเตอร์ที่เข้าร่วมโครงการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ถึง 2,317 ราย จากทั้ง 17 เครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการ ส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้กว่า 2,300 ล้านบาท

และโครงการสุดท้ายเป็นโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ SMEs สู่ตลาดโลก เพื่อมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมแฟชั่น และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและอาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักที่สำคัญของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงการออกแบบและเทคโนโลยีในการผลิต ตลอดจนคุณภาพของผลิตภัณฑ์แก่ผู้ประกอบการ SMEs ให้ทัดเทียมกับนานาชาติและรองรับการเปิดเสรีของ ASEAN เพื่อการเติบโตได้อย่างอย่างยั่งยืนในตลาดสากล

การดำเนินการ ทั้ง 5 โครงการเร่งด่วนของกรมอุตสาหกรรม จะช่วยให้การพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นอย่างสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรม SMEs  ตลอดจนสร้างผู้ประกอบการ SMEs เข้มแข็งยิ่งขึ้นไม่ว่าจะทั้งเรื่องของการฟื้นฟูให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อีกทั้งการจัดอบรม สัมมนาต่าง ๆ ที่จะนำมาเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ SMEs นอกจากนี้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ยังมีนโยบายสำคัญในการดำเนินการในปี 2559 และอีก 3 ปีข้างหน้า ได้แก่ การส่งเสริมและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในรูปแบบซุปเปอร์คลัสเตอร์ นโยบาย 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายหรือที่เรียกว่า New S-curve เศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อรองรับอุตสาหกรรม 4.0 และ SME Spring up ที่จะมาถึง

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  ถนนพระรามที่ 6 โทรศัพท์ 0 2202 4414-17 หรือเข้าไปที่ www.dip.go.th หรือ www.facebook.com/dip.pr