ในเมื่อร้านอาหารบูมทั่วสารทิศ การแข่งขันจึงเกิดขึ้นรุนแรง นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำเอาเจ้าของร้านต่างพากันกุมขมับ เพื่อควานหาทุกกลยุทธ์ ที่สร้างแบรนด์ให้ร้านของตน ดัง ! โดน ! เด่น ! เราขอแนะนำ 3 กูรูตัวจริงเสียงจริงในแวดวงธุรกิจร้านอาหาร ให้คุณนำไปใช้ได้จริง ๆ แบบไม่มีกั๊ก ด้วย..ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง
อ.ศรัณย์ ยุวรรณะ อาจารย์และที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัล มาแนะนำเครื่องมือดิจิทัล พร้อมบอกเคล็ดลับการเลือกใช้เครื่องมือแต่ละประเภท ให้คุ้มค่า และโปรโมทอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้…
ถ้าร้านอาหารแบรนด์หนึ่งกำลังขยายสาขาในต่างจังหวัด จะต้องเซ็ตอัพสถานที่ให้ลูกค้าสามารถเช็กอินได้ แต่บางรายเมื่อลูกค้าเช็กอินแล้วไม่ได้ลิงก์ไปที่เพจร้าน อาจเป็นเพราะลูกค้าสร้างสถานที่เช็กอินเอง เจ้าของร้านจะต้องเข้าไปจัดการรวบรวมให้อยู่ในที่เดียวกัน
การเสิร์ชชื่อร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ที่เว็บไซต์ www.google.com จะพบว่าอันดับแรกที่เจอก็คือ “60 ร้านสตรีทฟู้ดเชียงใหม่” จากเว็บไซต์ Wongnai นั่นก็หมายความว่า เว็บไซต์นี้จะขึ้นเป็นอันดับแรกในหน้าจอ Google เพื่อให้ผู้ชมได้ค้นพบง่าย ๆ ฉะนั้นถ้าอยากให้ร้านอาหารของเราถูกค้นพบได้ง่ายด้วย ก็ควรจะเข้าไปอยู่ในเว็บนี้ด้วยเช่นกัน
Google Maps แผนที่เด็ด ๆ ช่วยคุณได้
การค้นหาร้านอาหารโดยใช้แผนที่ใน Google Maps จะช่วยให้ลูกค้าของเราค้นหาร้านเราได้โดยง่าย มีแยกประเภทหลากหลาย แต่ความจริงแล้วร้านของเรามีอยู่ใน Google Maps หรือไม่ เมื่อมีแล้วจะจัดการอย่างไร และถ้าพบว่าลูกค้ารีวิวทั้งดีและไม่ดี เราจะโต้ตอบอย่างไร แต่การจะตอบลูกค้าได้นั้นเราต้องเป็นเจ้าของหมุดเสียก่อน
ส่วนการเช็กอินใน IG จะต้องมีหมุดใน Facebook ด้วย ฉะนั้นเมื่อลูกค้ามาทานอาหารที่ร้านเรา แล้วถ่ายรูปเช็กอินร้าน เราก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาเก็บรวบรวมแล้ววิเคราะห์ถึงพฤติกรรมลูกค้า เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาร้านของเราได้
My Business เครื่องมือสุดฉลาดใน Google Maps
เครื่องมือชนิดนี้จะช่วยให้เราเพิ่มรูปร้าน อาหาร เมนูต่าง ๆ ได้ โดยเพิ่มได้อย่างน้อย 3 รูปขึ้นไป ใส่เวลาเปิด-ปิด เบอร์โทร. ถ้ามีลูกค้าเข้ามารีวิว ก็จะมีการแจ้งเตือนให้รู้ ช่วยให้เจ้าของร้านเข้าไปตอบได้ไม่พลาด
เจ้าของร้านสามารถจะเช็กได้ในหลาย ๆ เรื่อง เช่น เช็กว่ามีลูกค้าเสิร์ชเข้าไปค้นหาร้านเรากี่ครั้ง ดูรูปอาหารที่ถ่ายไว้กี่ครั้ง ลูกค้าโทร.มากี่ครั้ง โดยลูกค้าสามารถโทร.ได้จาก My Business ใน Google Maps เลย
แอดมิน : นักเล่าเรื่องที่ดี
ยกตัวอย่างจากร้านที่ขาย “บะหมี่พ่อมึงตาย” ไหม แอดมินจากร้านนี้ตอบลูกค้าในสไตล์ของเขาเอง เหมือนอย่างที่เพนกวินอีทชาบูก็มีสไตล์การตอบเช่นเดียวกัน จะเห็นว่านี่เป็นสไตล์การเล่าเรื่อง ฉะนั้นทุกอย่างที่ทำบนโซเชียล ก็มีหลักการของการเล่าเรื่อง คนที่เล่าเรื่องจะเป็นตัวละครนั้นเอง การตอบลูกค้าจึงต้องมีคาแรกเตอร์ อายุเท่าไหร่ เพศอะไร เพื่อความชัดเจนในการสร้างคาแรกเตอร์นั่นเอง
Hang Tag แท็กดี ๆ ช่วยคุณได้ประโยชน์
ร้านอาหารทุกแห่งควรตั้งแฮชแท็ก (Hang Tag) ไว้ให้ลูกค้าติดชื่อไว้ เช่น ชื่อร้าน ชื่อเมนู ชื่อสถานที่ ทั้งใน Facebook และ IG ปัจจุบันเราจะเห็นการติดแฮชแท็กจาก IG ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลมากกว่าการลงโฆษณาแบบจ่ายเงิน
ส่วนกูรูอีกท่านหนึ่งอย่าง คุณยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์และแอปร้านอาหารยอดนิยมอันดับ 1 ของไทย Wongnai ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการการรีวิวอาหารมานักต่อนัก จะมาเผยวิธีการทำร้านอาหารอย่างไรให้ดัง โดนใจลูกค้า เข้าตานักรีวิวและลูกค้า…ว่า
เจ้าของร้านอาหารควรโพสต์รูปอาหาร Content หรือกิจกรรมภายในร้าน 4 ครั้ง/วัน จึงจะเหมาะสม หรืออย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้งก็ยังดี และสามารถโพสต์ซ้ำได้ เพื่อให้ลูกค้าเห็นได้ทั่วกว่าการโพสต์แค่ครั้งเดียว
แต่ไม่ควรจะใช้ Original Content ทุกครั้ง เพราะจะเกิดความซ้ำซากจำเจ แต่ควรโพสต์จากเพจอื่นบ้างก็ได้ เช่น ถ้าเราทำร้านกาแฟ ก็ไม่จำเป็นต้องโพสต์รูปกาแฟทุกวัน แต่อาจจะเปลี่ยนเป็นการโพสต์เรื่องชาวเขาปลูกกาแฟ หรือแชร์รูปกาแฟสวย ๆ จากญี่ปุ่น เพื่อให้คนที่ติดตาม Content ของเราจะได้ไม่น่าเบื่อ เป็นต้น
นอกจากนี้ เจ้าของร้านอาหารควรทำ Facebook Video อย่างเดียว ไม่ควรทำ Youtube ด้วย เช่น ถ้าเราทำร้านอาหารปิ้งย่างชาบู เราก็แค่ถ่ายตอนที่เราจุ่มแล้วคีบใส่ปากเคี้ยว เป็นต้น ภายในแค่ไม่กี่นาทีคนก็เข้ามาดูเยอะแล้ว
เผยแอปเด่น ๆ เน้นถ่ายรูปอาหารให้สวย
มีแอปช่วยให้ถ่ายรูปอาหารได้สวยงาม เช่น VSCO, Foodie จากนั้นก็ค่อยอัปโหลดรูป ทุกครั้งที่ลูกค้าอัปโหลดรูปที่มาทานจากร้านเรา อาหารก็จะไม่ใช่เป็นแค่อาหาร แต่มันคือประสบการณ์ คือความคูล (Cool) ของเขา
ค้นร้านอาหาร wongnai ช่วยได้
Wongnai เป็นเว็บไซต์ดังด้านแนะนำร้านอาหารทั่วประเทศ มีคนเข้าใช้ประมาณ 9 ล้านครั้ง/เดือน มีสมาชิก 2.3 ล้านคน เป็นคนไทย 99% มีร้านอาหารประมาณ 2 แสนร้านในฐานข้อมูลครอบคลุมทั้งหมด 77 จังหวัด มีลูกค้าอัปโหลดรูปแล้วเขียนรีวิวเข้ามามากกว่า 43 ล้านครั้งตั้งแต่ก่อตั้งเว็บขึ้นมา ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้โดยใช้แอปหรือเว็บก็ได้
มาดูกรณีศึกษาจากร้านสุดฮอต “เพนกวินกินชาบู (Penguin Eat Shabu)” โดย คุณธนพันธ์ วงศ์ชินศรี เจ้าของร้าน Penguin Eat Shabu กับสโลแกนเด็ดมัดใจลูกค้า ”ไม่อร่อยให้ต่อยเพนกวิน” เล่าให้ฟังว่า…
รู้หรือไม่ว่า กว่าจะได้ชื่อร้านที่โด่งดังข้ามวันข้ามคืนมาได้ ก็ผ่านไปแล้วถึง 21 วันเลยทีเดียวนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งร้าน จากนั้นเมื่อผ่านไป 29 วัน ก็เพิ่งจะได้โลโก้ 4 ชิ้นให้เลือก สุดท้ายก็สรุปได้ในวันที่ 31 ซึ่งเป็นโลโก้ที่เห็นในปัจจุบัน ต่อมาเมื่อผ่านไปได้ 45 วัน ทางร้านก็เพิ่งได้รูปแบบผ้ากันเปื้อน แล้วหลังจากนั้นก็เพิ่งทำ Facebook อย่างจริงจัง
แต่เมื่อใกล้ถึงเวลาเปิดร้าน แต่ก็ยังไม่พร้อม จึงต้องถ่ายรูปเอง ทำเอง โพสต์เอง ทำเองทุกอย่าง พอผ่านไป 48 วัน ก็มีช่างเข้ามาทำไฟที่ร้าน แต่อาหารยังไม่มี ผ่านไป 51 วัน ก็เพิ่งได้เก้าอี้ไม้สักมา เหลือ 9 วันจะถึงวันเปิดร้านแล้ว แต่ไม่มีเครื่องครัวเลย
พอเข้าสู่วันที่ 60 เพิ่งจะได้อุปกรณ์ภายในร้านครบทั้งหมด แต่ก็ยังไม่สามารถเปิดร้านได้ ต่อมาวันที่ 61 ได้เครื่องครัวจากร้านที่เจ๊งมาแล้ว โดยไปซื้อมาได้ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด 20% พอวันที่ 66 ได้พ่อครัว มีบุคลิกคล้ายเด็กแว้นเลย แล้วในที่สุดก็ได้เวลาเปิดร้านเสียที
และแล้วเมื่อได้เปิดร้านในวันแรก ก็พบว่าลูกค้าทะลักเข้ามาใช้บริการเต็มร้านทันที เพราะเขารู้จักจาก Facebook มาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เรารู้แค่ว่าเราอยากจะขายชาบู แต่ตอนนี้ไม่มีตังค์ที่จะไปทำการตลาดอะไรมากมาย จึงพีอาร์ต่าง ๆ ผ่าน Facebook เพราะฟรี
ร้าน Penguin Eat Shabu พบว่า คนที่เล่น Facebook แล้วมีปฏิสัมพันธ์ร่วมจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ดังนั้นทางร้านจึงใช้ Facebook โฟกัสไปที่ตลาดผู้หญิง ช่วงอายุ 23-33 ปี แล้วออกแบบโลโก้ให้มีจุดเด่นเป็นแบบผู้หญิง
แต่หลังจากที่เปิดร้านผ่านไปได้ 2 เดือน ก็เริ่มทนไม่ไหวกับการที่ต้องโพสต์รูปอาหารทุกวัน ซึ่งค่อนข้างน่าเบื่อ ก็เลยปรับคาแรกเตอร์กวน ๆ แอบหน้าม่อเล็กน้อย (เจ้าของร้านยืนยันคำนี้มาจริง ๆ) เมื่อลูกค้ามาทานที่ร้านแล้วถ่ายรูปโพสต์ใน Facebook หรือ IG แล้วติดแฮชแท็กก็สามารถ print รูปนั้นเอากลับบ้านได้เลย
ดังนั้นทุกจุดในร้านสามารถถ่ายรูปได้หมด เพราะร้านได้สร้างแบรนดดิ้งในทุกจุดที่จับต้องได้ แล้วผลที่เกิดขึ้นจากการที่พยายามสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ จะทำให้เกิดการแชร์อย่างไม่หยุดยั้ง