“…..ทุกวันนี้ ถ้าหากผู้ที่คิดจะทำธุรกิจโรงแรม ต้องซื้อของมากกว่า 1,000 รายการ และที่สำคัญ ต้องซื้อทุกวัน กลายเป็นปัญหาใหญ่ของโรงแรมขนาดเล็ก เพราะไม่รู้จะซื้อที่ไหน จะสั่งอย่างไร ไม่เหมือนกับโรงแรมใหญ่ๆ ที่จะมีผู้ค้า เข้าไปนำเสนอสินค้าให้ถึงที่”

นายกมล รัตนวิระกุล นายกสมาคมการบริหารโรงแรมไทย ระบุในโอกาสการกล่าวบนเวทีงานแถลงข่าวเปิดตัว Horeca Square โดยบริษัท เอเชีย โอเรก้า ณ อาคาร B CW Tower ถนนรัชดาภิเษกว่า นี่เป็นสิ่งที่บอกได้ว่า โฮเรก้าสแควร์ จะเป็นศูนย์รวมสินค้าเพื่อผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ที่ช่วยตอบโจทย์สมาชิกที่อยู่ในสมาคมโรงแรมที่มีในประเทศไทย 300,000-400,000 ห้อง ทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ได้เป็นอย่างดี เพราะกว่า 90% ของส่วนประกอบธุรกิจโรงแรมคือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ลูกค้าส่วนใหญ่เป็น Nich Market แต่เป็น Nich Market ที่มีขนาดใหญ่ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ซื้อง่าย ตัดสินใจง่าย เพราะส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการเอง ก็จะไม่ ถูกกำหนดโดย แบรนด์ หรือเชน ใหญ่ๆ กลุ่มนั้นจะถูกกำหนดสเป็คไว้หมด ทำให้ของมีราคาสูงเกินกว่าเอสเอ็มอีจะสู้ไหว
อย่างไรก็ดี สินค้าส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กก็เลือกใช้ในระดับ 3 ดาว หรือมีความพรีเมี่ยมพอสมควร แม้ว่าจะไม่ถึงระดับ 4-5 ดาว นี่จึงเป็นโอกาสให้เกิดเป็นความร่วมมือกันของผู้ซื้อและผู้ผลิต
30 ปีก่อน รัฐบาลส่งเสริมให้ธุรกิจโรงแรม เข้า BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน)เนื่องจากสินค้าไทยยังไม่มีรองรับอย่างเพียงพอ แต่ปัจจุบันนี้ โรงแรมขนาดเล็กก็สามารถผลิตของใช้เองได้แล้ว 100% ต่อมา ในปี 2013 สมาคมการบริหารโรงแรมไทยจัดกิจกรรมส่งเสริม และสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ Hotel Supply ให้ไปขายยังต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ เชิญผู้ซื้อมาทำ Business Matching แต่วันนี้ ถ้า Horeca Square เกิดขึ้น ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์รวมให้ต่างชาติ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอย่างผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในพม่า เข้ามาซื้อสินค้าที่ไทยเป็นหลัก มีไทยเป็นศูนย์กลาง เพราะชาวพม่า ชื่นชอบสินค้าไทย เค้าชอบในคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะนี้มีโรงแรมเกิดใหม่ในพม่าไม่ต่ำกว่า 7,000 ห้อง อยู่ตามเมืองใหญ่ๆ เช่น ย่างกุ้ง เนปิดอว์ ส่วนใหญ่ใช้สินค้าของไทย รวมทั้งเจ้าของโรงแรมใหญ่ๆ ที่อยู่ใน สปป.ลาว หรือเวียดนาม เจ้าของก็เป็นคนไทย แน่นอนว่าย่อมใช้สินค้าจากไทย ถ้าเราวางตัวให้เป็นศูนย์กลางสินค้าโฮเรก้าได้ เพื่อนบ้านก็จะเดินทางมาซื้อได้ง่ายขึ้น
ไม่ใช่แค่ในอาเซียนเท่านั้น ตลาดใหญ่อย่างอินเดีย ก็มีความสนใจในสินค้าของไทย รวมถึงอิหร่านเมืองหลวง อย่างกรุงเตหะราน ที่เพิ่งเปิดประเทศไม่นาน ก็ถือเป็นศูนย์กลางทางการค้าขาย การ คมนาคม เศรษฐกิจ และการธนาคาร ซึ่งมีเครือข่ายการติดต่อกับต่างประเทศทั่วโลก ก็อยู่ในช่วงการบูรณะซ่อมแซมบ้านเมือง ตึกต่างๆ ที่อายุกว่า 30 ปีขึ้นไป รวมถึงสร้างโรงแรมใหม่ๆ ไม่น้อยกว่า 200 โรง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่สนใจในสินค้าของไทย ฉะนั้นผู้ที่สนใจจะเป็นผู้ค้า หรือเป็นเจ้าของธุรกิจอยู่แล้ว นี่ไม่ใช่โอกาสเฉพาะในไทย แต่ให้มองไปทั่วๆ รอบๆ อาเซียน ที่เค้ากำลังสนใจเราอยู่

เชื่อหรือไม่ว่า แม้แต่ประเทศแห่งนวัตกรรมอย่าง ญี่ปุ่น ก็เริ่มซื้อสินค้าไทย ยกตัวอย่างเช่น ผ้าปูที่นอน หมอน หรือสินค้าที่ใช้ในโรงแรมต่างๆ ที่ผ่านมาประเทศจีนจะเป็นเจ้าภาพในการจัดงานแสดงขึ้นที่มาเก๊า ในทุกๆ ปี หากคนไทยมีศูนย์สำหรับแสดงสินค้าที่ไม่ใช่แค่ปีละครั้ง แต่มากๆ ได้ตามความต้องการ ก็จะเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ทางการตลาดที่ผู้ประกอบการได้ประโยชน์ สมมุติว่า……..ถ้าวันหนึ่งเราสามารถจัดสินค้าใส่ตู้คอนเทนเนอร์ ส่งตรงไปถึงย่างกุ้ง พุกาม มัณฑะเลย์ ทำแบบนี้ได้ก็จะเป็นโอกาสที่ดีให้ผู้ผลิตสินค้าส่งออกไทย ให้ขยายไปในตลาดอาเซียน
ในช่วงเวลาที่ การส่งออก…ส่งไม่ออก ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
ปัจจุบัน “โฮเรก้า” (HORECA) ที่ประกอบไปด้วย ธุรกิจโรงแรม (Hotel) ร้านอาหาร (Restaurant) กาแฟและธุรกิจจัดเลี้ยง (Café and Catering) ทีมูลค่ารวมตลาดสูงกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี
นี่อาจจะเป็นอุตสาหกรรมทางเลือกที่ต่อยอดจากการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็น Industry ที่มีต่างชาติแห่มาช้อป และสั่งซื้อ….สร้างการเติบโตให้เอสเอ็มอีไทย สร้างรายได้เข้าประเทศ ย้ำว่า ถ้าทำได้………โอกาสมาแน่