พระอัจฉริยภาพด้านกีฬา ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาล 9


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้รับคำสดุดีชื่นชมจากนานาประเทศว่าทรงมีพระอัจฉริยภาพหลายด้าน ซึ่งด้านหนึ่งที่ได้รับการยอมรับคงหนีไม่พ้น พระอัจฉริยภาพด้านกีฬา

เนื่องจากพระองค์ทรงโปรดการกีฬามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งยังประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็โปรดทรงสกีน้ำแข็งบ่อยครั้ง นอกจากนั้นพระองค์ยังสนพระทัยในกีฬาอีกหลายประเภท อาทิ สกีหิมะ ว่ายน้ำ เรือใบ แบดมินตัน ยิงปืน กอล์ฟเล็ก การแข่งขันรถเล็ก เครื่องร่อน ฯลฯ

พระองค์ทรงศึกษาข้อมูลของกีฬาแต่ละประเภทอย่างละเอียด และทรงฝึกฝนจนปฏิบัติได้ดี นับเป็นแบบอย่างที่ดีของนักกีฬา

น่าสังเกตว่า กีฬาที่ทรงโปรด มักเป็นกีฬาที่ไม่ได้ใช้แต่พละกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ความรู้รอบตัวและเทคนิคไหวพริบ ผนวกกับความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในกีฬานั้นๆ

โดยเฉพาะ “เรือใบ” หนึ่งในกีฬาที่ทรงโปรดปรานมาก

การทรงเรือใบของพระองค์ ไม่เพียงแค่ทรงเพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น หากแต่ยังทรงต่อเรือใบด้วยพระองค์เอง และนำไปร่วมในการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 (ภายหลังจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นกีฬาซีเกมส์) จนทรงได้รับชัยชนะใบประเภท โอ.เค. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2510 สร้างความปิติให้กับคนไทย ก่อนถือฤกษ์นำวันดังกล่าวมาเป็น “วันกีฬาแห่งชาติ” ถึงขนาดวงการกีฬาเรือใบระดับโลกให้การยอมรับ

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2513 ผู้บัญชาการทหารเรือ และคณะกรรมการอำนวยการกีฬากองทัพเรือได้ขออนุญาติเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องหมายความสามารถชั้น 1 กีฬาประเภทเรือใบ เป็นการแสดงความเทิดพระเกียรติในความสามารถ

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งประเภทกีฬาที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ นั่นคือ “แบดมินตัน

คิดว่าประชาชนน่าจะพอทราบแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดปราน “แบดมินตัน” มากขนาดไหน ถึงขั้นที่พระองค์โปรดให้มีการปรับแต่งหอประชุมภายในศาลาผกาภิรมย์ สวนจิตรลดา เปลี่ยนให้เป็นสนามแบดมินตันมาตรฐาน เพื่อทรงแบดมินตันในตอนเย็นวันศุกร์และเช้าวันอาทิตย์ ที่สำคัญยังทรงรับสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2493 อีกด้วย

นับแต่วันนั้น วงการแบดมินตันของไทยก็เหมือนเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญ มีความตระหนักถึงแก่นแท้กีฬาประเภทนี้ พัฒนาปลูกฝังต่อเนื่องตั้งแต่เยาวชนให้มีความรู้ความสามารถสู่ระดับโลก

ไม่เพียงแบดมินตันเท่านั้น แต่พระองค์ทรงเห็นหัวใจสำคัญของการกีฬาทุกประเภท ว่านอกจากจะเสริมสร้างสุขอนามัยให้แข็งแรงแล้ว ยังส่งผลดีต่อการพัฒนาสมองให้เกิดความคิดที่กว้างไกล จึงมีพระราชประสงค์ให้พสกนิกรชาวไทยเกิดความสนใจในการกีฬายิ่งขึ้น ด้วยจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมทั้งต่อตนเองและประเทศชาติ ดังพระบรมราโชวาทในพิธีเปิดการแข่งขันกรีฑาประจำปี 2507 ณ กรีฑาสถานแห่งชาติ กรมพลศึกษา วันที่ 27 พฤศจิกายน 2507 ตอนหนึ่งว่า

“…การกีฬานั้น นอกจากจะให้ความสนุกสนานและความสมบูรณ์แก่ร่างกายแล้ว ยังให้ผลดีทางจิตใจได้อย่างมากมาย นักกีฬาที่ได้รับการฝึกหัดอบรมอย่างดีแล้ว ย่อมมีใจแน่วแน่ตัดสินใจได้รวดเร็ว มีความเพียรพยายามไม่ท้อถอย และมีความหนักแน่น รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักให้อภัย ผู้มีใจเป็นนักกีฬา จึงเป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อสังคมและน่าคบหาสมาคมด้วยอย่างยิ่ง…”

หากจะบรรยายถึงพระปรีชาสามารถด้านการกีฬาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่พระราชทานแก่วงการกีฬาคงบอกไม่หมดภายในวันเดียว จึงขอนำตัวอย่างบางส่วนมานำเสนอให้รับรู้ถึงพระปรีชาสามารถในด้านนี้

  • เหรียญสดุดีพระเกียรติยศด้านการกีฬาที่องค์กรต่างประเทศทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย
  • เหรียญดุษฎีกิตติมศักดิ์ของโอลิมปิก “อิสริยาภรณ์โอลิมปิกชั้นสูงสุด (ทอง)” ในฐานะที่ทรงเป็นนักกีฬาอย่างแท้จริงและทรงสนับสนุนกีฬาจนเป็นที่ปรากฏชัดและนับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ทรงได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญโอลิมปิกชั้นสูงสุด
  • อิสริยาภรณ์สูงสุดทางการกีฬาของสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย ในฐานะที่ทรงเป็นนักกีฬายอดเยี่ยม และทรงให้การสนับสนุนส่งเสริมการกีฬาของเอเชียและของโลกอย่างต่อเนื่อง
  • ถ้วยลาลาอูนิส เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณด้านการกีฬาและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อวงการกีฬาของไทยและระหว่างประเทศ
  • เหรียญสดุดีพระเกียรติคุณ “โกลเด้น ชายนิง ซิมโบลออฟ เวิลด์ ลีดเดอร์ชิพ” ในฐานะที่ทรงสนับสนุนการกีฬาของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬามวย

แม้ว่าสุดท้ายแล้ว พระอัจฉริยภาพด้านการกีฬา ของพระองค์จะเริ่มต้นจากความสนพระราชหฤทัยในเรื่องสุขภาพพลามัยส่วนพระองค์ แต่ด้วยทรงเห็นว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของการดำเนินชีวิต จึงทรงพยายามปลูกฝังเรื่องความรักในการกีฬาเรื่อยมา ทั้งยังทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างให้กับนักกีฬาที่ต้องสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ นำมาปรับปรุงใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

นับแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ การกีฬาของประเทศไทยได้พัฒนาจนเติบโตเป็นที่เชิดหน้าชูตาในระดับโลก นานาชาติให้การยอมรับในกีฬาหลากหลายประเภททั้งแบบเดี่ยวหรือแบบทีมก็ตาม เห็นได้จากทุกครั้งที่มีการแข่งขันกีฬาทั้งจากในระดับภูมิภาค ไปถึงระดับเอเชียและทวีป

ประเทศไทยจะส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันจำนวนมาก ถึงขนาดที่นานาชาติยังกล่าวขานยอมรับว่า “เมืองไทย..เป็นประเทศแห่งการกีฬา” ที่มีทั้ง “มิตร” และ “ไมตรี” อย่างสมภาคภูมิ

ที่มา : เดลินิวส์

[บทความทั้งหมด] | [คลิปรายการทั้งหมด]