ถอดจิตวิทยา Showrooming เห็นราคาหน้าร้านแพงกว่าออนไลน์ แค่ไม่กี่บาทก็ไม่ซื้อ
ลองนึกภาพสถานการณ์ที่คุ้นเคย เดินเข้าร้านเพื่อซื้อของที่เคยเห็นราคาบนแอปฯ ช้อปปิ้งมาก่อน แต่พอถึงหน้าร้านกลับพบว่าราคาแพงกว่าที่เคยเห็นออนไลน์เพียงไม่กี่สิบบาท สุดท้ายตัดสินใจเดินออกจากร้านโดยไม่ซื้อ แล้วกลับไปสั่งออนไลน์แทน ทั้งที่ต้องรอสินค้าหลายวันกว่าจะได้ใช้จริง พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีชื่อเรียกทางธุรกิจ และคำอธิบายทางจิตวิทยาที่ชัดเจน ที่เรียกว่า Showrooming ที่ทำให้ร้านค้าต่างปวดหัว Showrooming คือการที่ลูกค้าใช้หน้าร้านจริงเป็นเหมือน “โชว์รูม” สำหรับดูสินค้า สัมผัสของจริง แต่กลับไปตัดสินใจซื้อผ่านช่องทางออนไลน์แทนเพราะราคาถูกกว่า ข้อมูลจากผลสำรวจของ comScore เคยพบว่าผู้บริโภคอเมริกันถึง 35% เคยมีพฤติกรรมนี้ และผลสำรวจอีกชิ้นในเวลาต่อมาพบตัวเลขสูงถึง 73% สาเหตุเชิงธุรกิจไม่ซับซ้อน ร้านค้าออนไลน์มักมีต้นทุนค่าเช่าพื้นที่ ค่าพนักงาน และค่าดำเนินการหน้าร้านต่ำกว่ามาก จึงสามารถตั้งราคาให้ถูกกว่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายครั้งส่วนต่างราคาไม่ได้มากมายถึงขั้นคุ้มเสียเวลาเดินทางกลับไปสั่งใหม่ แต่ลูกค้าก็ยังเลือกทำ นี่คือจุดที่จิตวิทยาเข้ามาอธิบายได้ดีกว่าตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ล้วน ๆ ผ่านประเด็นดังต่อไปนี้ Anchoring Effect หรือการยึดติดราคาอ้างอิง เมื่อลูกค้าเห็นราคาออนไลน์ก่อนแล้ว ตัวเลขนั้นจะกลายเป็นจุดอ้างอิงที่ฝังอยู่ในใจทันที เมื่อมาเจอราคาหน้าร้านที่สูงกว่า สมองจะตีความโดยอัตโนมัติว่าราคานี้ “แพงเกินจริง” ทั้งที่จริงแล้วอาจเป็นราคาปกติของช่องทางนั้นเองอยู่แล้ว ไม่ได้ถูกปรับขึ้นแต่อย่างใด Perceived Unfairness […]




“ที่บอกว่าเป็นความบังเอิญ เพราะธุรกิจนี้เกิดจากความชอบทั้ง 2 อย่างของเรา คือชอบใส่ “รองเท้าแตะ” มากๆ ชอบความสบายเวลาใส่ กับอีกอย่างหนึ่งคือ ชอบเปลี่ยน “เคสโทรศัพท์” บ่อยๆ เลยบอกคุณแม่ว่า อยากได้เคสโทรศัพท์ที่เป็น “รองเท้าแตะ” แรกๆ คุณแม่ก็งงว่าจะทำได้ยังไง แต่เราก็อ้อนจนคุณแม่ยอมทำให้ โดยเอารองเท้าแตะของเราจริงๆ มาตัด/แต่ง เป็นงานแฮนด์เมด ทำด้วยมือ จนได้เคสโทรศัพท์ชิ้นเดียวในโลกแบบไม่ซ้ำใคร….สมใจเลย”
“พอเราเอาไปใช้ ก็มีคนเข้ามาถามว่าสั่งที่ไหน ยังไง บางครั้งเอารูปมาโพสต์ลงในไอจีส่วนตัวก็มีคนมาสั่งออเดอร์ พอเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นก็เลยลองให้คุณพ่อติดต่อโรงงานที่เรามี Contact อยู่แล้ว โชคดีที่โรงงานเค้ายินดีทำให้ ความพิเศษ จู๊สว่ามันไม่ได้อยู่ที่ Design อย่างเดียว แต่มันสามารถตั้งวางได้ ใช้สะดวก วัสดุเราทนทาน ทำให้มีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง”
ครั้งแรกที่สั่งทำคือจำนวน 200 ชิ้น ได้รับการตอบรับดี แต่ก็ยังขายไม่หมดในทีเดียว เราก็เริ่มเอามาโพสต์ขายใน Facebook กับ Instagram เพื่อกระจายสินค้า จากนั้นก็เริ่มบูมขึ้นมา มีคนแชร์ไปตามเพจต่างๆ จน AD Facebook ไปถึงประเทศลาว คนที่ลาวเค้าก็โทรมาติดต่อขอรับเราสินค้าไปขาย คนไทยที่อยู่ในประเทศเกาหลีเค้าเห็นสินค้าก็ติดต่อมา จนตอนนี้เรากลายเป็นผู้ผลิต แล้วก็มีตัวแทนจำหน่ายแบบที่เราไม่ต้องขายเอง
Key Success ของจู๊ส คือ ถ้าเรามีโอกาส ต้องรีบคว้าไว้ก่อน เมื่อได้ทำแล้วก็ต้องทำให้ต่อเนื่องจึงจะสำเร็จ…. “…..สำหรับแผนการตลาดของ JUDE Case ตอนนี้ถ้าในระยะใกล้ๆ นี้เรามีแผนจะทำรองเท้าแตะที่เป็นดีไซน์แบบอื่น ส่วนในระยะยาวเราอาจจะทำเคสมือถือในรูปแบบที่แปลกๆ ไม่เหมือนใคร (ขออุบไว้ก่อน) อย่าลืมติดตามกันค่ะ”
และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของ เด็กรุ่นใหม่ไม่ง้องานประจำ ที่ไม่กลัวการเริ่มต้น แต่กลัวที่จะไม่มีโอกาสให้ลองทำ เมื่อทำจนสำเร็จก็คิดต่อยอดไปเรื่อยๆ แบบไม่ให้หลุดมือ เป็นอีกหนึ่ง SME ตัวเล็กๆ ที่ไอเดีย ความคิด และความสามารถของเธอ ไม่เล็กเลยทีเดียว….. ช่องทางติดต่อ